สโคปด็อก
atm-09-st.jpg

ATM-09-ST Scopedog

First appearance Armored Trooper VOTOMS
Designer Kunio Okawara
Overall height 3.804 m
Base weight 6.387 t Full weight 6.627 t
Armaments

  • arm punch
  • 30 mm heavy machine gun (grenade launcher)
  • 50 mm Pentatrooper
  • 60 mm solid shooter
  • 9-tube shoulder missile pod
  • log gun

ATขนาดกลางที่บริษัทอเดลฮาวิทซ์ของดาวเมลเคียพัฒนาให้สมาพันธ์กิลกาเมชต่อจากสเปนดิงวูล์ฟ สโคปด็อกนั้นนับได้ว่าเป็นรูปแบบมาตรฐานของ AT ซึ่งปรับปรุงรูปแบบจนลงตัวแล้วและนับเป็นรุ่นสมบูรณ์ของโครงการโวทอมส์ (VOTOM = Vertical One-man Tank for Offense and Maneuvers) ในช่วงสงครามร้อยปีนั้นมีการผลิตสโคปด็อกออกมามากกว่าสิบล้านเครื่องจึงเป็น AT ที่แพร่หลายที่สุดและเป็นพื้นฐานของ AT ส่วนใหญ่ที่พัฒนาขึ้นในภายหลัง ระบบบังคับของสโคปด็อกนั้นใช้ระบบเสียงสั่งการกับมิชชันดิสค์ซึ่งบันทึกข้อมูลการทำงานพื้นฐานไว้ช่วยให้บังคับได้ง่ายเพียงใช้คันบังคับกับแป้นเท้า ที่เท้าของสโคปด็อกติดล้อไกลดิงวีลสำหรับแล่นไปตามพื้น การเคลื่อนไหวขของส่วนต่างๆนั้นใช้กล้ามเนื้อเทียม มัสเซิลไซลินเดอร์ ซึ่งสามารถจำลองการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมนุษย์ได้อย่างเกือบสมบูรณ์ ระบบเซนเซอร์เชื่อมต่อกับแว่นของนักบินโดยตรง สโคปด็อกยังมีจุดเด่นที่สามารถปรับแต่งอุปกรณ์ต่างๆเพื่อให้ใช้งานได้หลากหลาย อย่างเช่นแบ็คแพ็คราวน์มูฟเวอร์สำหรับใช้งานในอวกาศและร่มชูชีพซึ่งใช้ทิ้งตัวลงมาจากเครื่องบินขนส่ง ส่วนแขนของสโคปด็อกมี อาร์มพันช์ ซึ่งใช้กระสุนจุดระเบิดกับกลไกไฮโดรลิคเพิ่มแรงกระแทกของหมัดในระยะประชิดตัว อาวุธปืนมาตรฐานของสโคปด็อกก็เป็นปืนกลหนัก 30 มม.ที่ติดเกรเน็ดลันเชอร์เอาไว้ด้วย แต่ก็ยังสามารถเปลี่ยนไปใช้อาวุธอื่นๆได้มากมาย อย่างเช่น เพนตาทรูเปอร์ ซึ่งเป็นปืนพก 50 มม.สำหรับใช้งานในกรณีที่ไม่ต้องการอาวุธหนัก โซลิดชูตเตอร์ ซึ่งเป็นบาซูก้า 60 มม. ล็อกกัน ซึ่งเป็นปืนพลังงานอานุภาพสูงแต่ต้องใช้เวลาในการชาร์จพลังงานมากจึงเอาไว้ใช้ต่อสู้กับยานขนาดใหญ่เท่านั้น และมิสไซล์พ็อดเก้าลำกล้องติดไหล่ สโคปด็อกของผู้กองด็อกแมนซึ่งเป็นเป้าหมายแรกในการล้างแค้นของเมโรว์ลิง อลิตีนั้นใช้มิสไซล์ลันเชอร์เจ็ดลำกล้องติดไหล่คู่กับมิสไซ์ลันเชอร์สองนัดติดแขน แต่แม้จะเป็นอาวุธที่ใช้งานได้ดีมาก การออกแบบสโคปด็อกก็ไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของนักบินเลย เกราะนั้นบางเพื่อให้คล่องตัว โพลีเมอริงเจล สารหล่อลื่นของมัสเซิลไซลินเดอร์ยังไวไฟทำให้บางครั้งความเสียหายเล็กน้อยในส่วนที่ไม่สำคัญก็อาจทำให้ไฟคลอกสโคปด็อกได้ซึ่งภายในค็อกพิตนั้นไม่มีเครื่องดับเพลิงและชุดนักบินก็ออกแบบให้ทนแรงกดได้มากเท่านั้น

เนื่องจากความแพร่หลายของสโคปด็อก หลังสงครามร้อยปีจึงมีสโคปด็อกอยู่ในการครอบครองของพลเรือนมากมายรวมถึงที่ใช้ในการประลอง AT ที่เรียกว่า แบทลิง ซึ่งสโคปด็อกที่ใช้ในแบทลิงนั้นมักจะได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษตามแต่นักบิน โดยเครื่องสำคัญก็คือ ATM-09-STC สตรองแบคคัส ซึ่งมีเกราะที่หนากว่าปกติและติดราวเหล็กเพื่อป้องกันเซนเซอร์จากการกระแทกไว้ มัสเซิลไซลินเดอร์มีกำลังมากกว่ารุ่นมาตรฐาน ATM-09-SSC เพอเพิลแบร์ ซึ่งเป็นสโคปด็อกุ่นสอดแนมจึงมีเกราะที่บางกว่ารุ่นมาตรฐานแต่เปลี่ยนเซนเซอร์เป็นแบบเซนเซอร์คู่ที่ที่สามารถจับระยะของเป้าหมายได้ดีกว่าเดิม แต่เซนเซอร์คู่ของเพอเพิลแบร์นั้นไม่มีระบบอินฟราเรดเหมือนรุ่นปกติจึงใช้ในที่มืดไม่ได้ และ ATM-09-GSC สแลชด็อก ซึ่งมีจุดเด่นที่โล่ติดกรงเล็บขนาดใหญ่ที่ไหล่ซ้าย ที่ขาติดเจ็ตโรลเลอร์แดชพลัสแพ็คช่วยเร่งความเร็วของโรลเลอร์แดช และใช้เซนเซอร์ซึ่งออกแบบไว้สำหรับเครื่องจ่าฝูงที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ปืนกลหนักของสแลชด็อกใช้นั้นมีอานุภาพมากกว่ารุ่นปกติ แต่ไม่ติดเกรเน็ดไว้ สโคปด็อกที่แต่งพิเศษอีกเครื่องนั้นก็คือ ATM-09-RSC สโคปด็อกเรดโชลเดอร์คัสตอม ซึ่งเป็นสโคปด็อกที่วานิลลา วาทลาแต่งตามแบบสโคปด็อกของหน่วยเรดโชลเดอร์ซึ่งเป็นทีม AT ที่มีชื่อเสียงที่สุดในสงครามร้อยปีให้คิริโก คิววี อดีตสมาชิกของเรดโชลเดอร์ใช้ในการต่อสู้กับกองกำลังตำรวจของเมืองอูโด วานิลลานั้นได้ติดอาวุธให้สโคปด็อกเรดโชลเดอร์คัสตอมมากมายชนิดที่ไม่มีนักบินพลเรือนทั่วไปจะใช้ ที่ลำตัวนั้นติดมิสไซล์ต่อต้านรถถังแบบสองนัดกับปืนกลแก็ตลิ่งไว้ และที่แขนก็มีโซลิดชูตเตอร์ขนาดเล็ก แต่วานิลลาทาสีแดงที่ไหล่ซ้ายในขณะที่หน่วยเรดโชลเดอร์จะทาที่ไหล่ขวา

สโคปด็อกแบบใช้งานในอวกาศนั้นยังมีรุ่น ATM-09-SA สโคปด็อกทูว์ ซึ่งออกแบบให้ใช้งานในอวกาศได้ดีขึ้น เมื่อมองจากภายนอกจะมีข้อแตกต่างเพียงสีเท่านั้น แต่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์กับโพลีเมอริงเจลที่ออกแบบพิเศษสำหรับใช้ในอวกาศ ส่วนเท้ามีแม่เหล็กสำหรับใช้ยึดตัวกับพื้นผิวภายนอกของยาน แม้จะได้รับการออกแบบสำหรับใช้ในอวกาศแต่ก็ยังคงสามารถใช้งานภาคพื้นดินได้ นอกจากนั้นยังมี สวอมป์ด็อก ซึ่งเป็นรุ่นสำหรับใช้งานในพื้นที่ชื้นแฉะ โดยที่ขานั้นติด สวอมป์คลัก ซึ่งเมื่อใช้งานนั้นจะรองใต้เท้าคล้ายกับสโนว์บอร์ดและมีล้ออยู่ด้านข้างสำหรับใช้เคลื่อนที่บนผิวน้ำหรือโคลนเลน และที่เอวก็มีทุ่นสำหรับลอยตัว ในตอนที่คิริโกเข้าร่วมกับกลุ่มทหารรับจ้าง แอสเซมเบิล EX-10 ต่อสู้ในพื้นที่แบบป่าร้อนชื้นของดาวคุเมนนั้น คิริโกต้องการใช้สโคปด็อกที่ตัวเองถนัดมากกว่าไดวิงบีเทิลซึ่งเป็นกำลังหลักของแอสเซมเบิล EX-10 บูลูส โกโตห์ จึงได้ดัดแปลงสโคปด็อกเครื่องหนึ่งเป็น ATM-09-WR มาร์ชชีด็อก โดยขณะใช้งานนั้นจะติดถุงลมไว้ที่เอว ส่วนขานั้นติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฮโดรเจ็ตต่อกับถังอากาศด้านหลังสำหรับใช้งานในน้ำและพับล้อไกลดิงวีลให้หันมาด้านข้างเพื่อใช้แล่นในโคลน โครงสร้างส่วนบนของมาร์ชชีด็อกนั้นไม่กันน้ำจึงไม่สามารถดำน้ำได้และคิริโกก็ต้องสวมชุดนักบินพร้อมถังอากาศเผื่อในกรณีที่จมน้ำซึ่งในสภาพอากาศแบบร้อนชื้นของดาวคุเมนนั้นนับว่าลำบากมาก ปืนกลหนักของมาร์ชชีด็อกเป็นแบบลำกล้องสั้นและตัดพานท้ายเพื่อให้ใช้ได้คล่องเหมาะกับพื้นที่แบบป่า

atm-09-rsc.jpg

ATM-09-RSC Scopedog Red Shoulder Custom

First appearance Armored Trooper VOTOMS
Designer Kunio Okawara
Overall height 4.21 m
Base weight 6.892 t Full weight 7.213 t
Armaments

  • arm punch
  • 30 mm heavy machine gun (grenade launcher)
  • 9-tube shoulder missile pod
  • 4-barrel gatling gun
  • small solid shooter
  • 2-tube SSM launcher
Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License