ไรเดน
hbv-512-e2.jpg

HBV-512-E2 Raiden 512E2

First appearance Cyber Troopers Virtual On: Force
Designer Hajime Katoki
Armaments

  • bazooka launcher
  • ground bomb
  • 'Binary Lotus' laser unit

VRรุ่นที่สามซึ่งสืบทอดมาจาก HBV-05 ไรเดน ซึ่งเป็นหนึ่งใน VR รุ่นแรกที่บริษัท DN พัฒนาพร้อมกับเทมจิน โดยเดิมทีนั้นตั้งใจให้เป็น VR รุ่นหนักที่ปฏิบัติการคู่กับเทมจินโดยมีจุดเด่นด้านเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งและพลังทำลาย อาวุธหลักของไรเดนนั้นก็คือปืนเลเซอร์อานุภาพสูงที่เก็บไว้ในไหล่ทั้งสองข้างซึ่งดัดแปลงโดยลดขนาดลงมาจากที่ยานลาดตะเวนในอวกาศใช้และสามารถยิงทำลายดาวเทียมจากพื้นโลกได้ เสริมด้วยบาซูกาและระเบิดบก เนื่องจากในช่วงแรกที่ติดตั้งปืนเลเซอร์ให้ไรเดนนั้นทำให้หนักช่วงบน ทีมพัฒนาจึงต้องออกแบบโครงสร้างของไรเดนใหม่ทั้งหมด ในตอนที่การพัฒนาเสร็จสิ้นเป็น HBV-05-E นั้น ไรเดนก็นับได้ว่าเป็นสุดยอด VR ในด้านพลังป้องกันจากโครงสร้างที่แข็งแกร่งและพลังทำลายของปืนเลเซอร์อย่างแท้จริง แต่ค่าใช้จ่ายในการผลิตของไรเดนก็บานปลายจนเทียบได้กับเทมจินถึง 27 เครื่องและใช้ทรัพยากรในการซ่อมบำรุงแต่ละครั้งเท่ากับเทมจิน 10 เครื่อง ปืนเลเซอร์ของไรเดนนั้นยังมีการผลิตออกมาเพียง 26 ชุดก่อนที่บริษัทผู้ผลิตจะล้มละลาย ในที่สุดจึงสร้างไรเดนออกมาใช้งานได้เพียง 26 เครื่องเท่านั้น ในบรรดา VR รุ่นที่หนึ่งจึงนับว่าเป็น VR ที่หายากและมีไว้ให้นักบินฝีมือดีใช้งานเท่านั้น โดยหน่วยรบหนักพิเศษ SHBVD (Special Heavy Battle Virtuaroid Division) นั้นเป็นทีมไรเดนซึ่งในช่วงปฏิบัติการมูนเกตนั้นก็มีผลงานจนนับได้ว่าทำให้ไรเดนกลายเป็นตำนานเลยทีเดียว

หลังปฏิบัติการมูนเกต ทีมพัฒนาไรเดนนั้นถูกย้ายไปยังแพลนท์หมายเลข 5 เดดลีดัดลี ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการผลิต VR อีกเป็นการเนรเทศกลายๆ แต่ทีมพัฒนาก็ได้ลักลอบทำการดัดแปลงโรงงานที่มีอยู่และพัฒนาไรเดนรุ่นที่สอง HBV-502-H แม้ว่าเดดลีดัดลีจะอยู่ในสังกัดโดยตรงของเครือ DNA ก็พลาดขายไรเดนให้บริษัทซึ่งอยู่ในเครือของ RNA ไป (โดย RNA นั้นเรียกใหม่ว่า RVR-75 ไรเดนทูว์) โรงงานของเดดลีดัดลีจึงถูกทำลายและไรเดนก็กลายเป็น VR หายากอีกครั้ง จนกระทั่งแพลนท์ 3 มูนนีวัลเลย์ ได้เก็บกู้เอาสายการผลิตของไรเดนไปปรับแต่งเล็กน้อยแล้วผลิตขายเองเป็นรุ่น HBV-502-H8 ไรเดนรุ่นที่สองนั้นมีความคล่องตัวที่สูงกว่ารุ่นแรก ปืนเลเซอร์ติดไหล่ ไบนารีโลตัส นั้นได้รับการปรับปรุงให้สามารถยิงเป็นตาข่ายเลเซอร์ คลอว์สตริง หยุดการเคลื่อนไหวของศัตรู หรือกางออกเป็นกรงเล็บ แฟรกเมนท์คลอว์ ปล่อยไฟฟ้าออกไปโจมตีในระยะประชิดตัวซึ่งเป็นจุดอ่อนของไรเดนรุ่นแรกได้ ระเบิดบกของไรเดนยังได้รับการปรับปรุงเป็นแบบนาปาล์มที่มีอานุภาพสูงขึ้น ไรเดนรุ่นที่สองนี้ยังสามารถปลดเกราะเกือบทั้งตัวออกไปซึ่งทำให้ความเร็วของไรเดนสูงขึ้นยิ่งกว่าเฟยเยนเดอะไนท์ แต่ในสภาพนี้ก็นับว่าไม่สามารถรับความเสียหายได้เลย

ในตอนที่พัฒนาไรเดนเป็นรุ่นที่สาม มูนนีวัลเลย์ที่เปลี่ยนชื่อเป็น อแด็กซ์ นั้นก็ได้ถือโอกาสที่ต้องลดความซับซ้อนของระบบลงแก้ไขดีไซน์ของไรเดนให้ผลิตและซ่อมบำรุงได้ง่ายขึ้นอีก ซึ่งก็ทำให้สามารถปรับแต่งเปลี่ยนชิ้นส่วนตามการทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย ไบนารีโลตัสของไรเดนแบบดั้งเดิมจึงใช้เป็นปืนเลเซอร์อย่างเดียว แต่นอกจากบาซูกาแล้วยังสามารถใช้บีมไรเฟิล แฟลทลันเชอร์ เป็นปืนมือถือได้ โดยรุ่นที่ใช้แฟลทลันเชอร์นั้นจะใช้รหัส HBV-512-E1 ส่วนรุ่นที่ใช้บาซูกาแบบเดิมนั้นจะเป็น HBV-512-E2 ซึ่งในหน่วย SHBVD นั้นก็มีไรเดน 512E ของร้อยโทกิล กับ จ่าเลดอน ซึ่งไรเดนของทั้งสองนั้นมีเกราะที่หนากว่าปกติ ในขณะที่มีความคล่องตัวที่เทียบได้กับเทมจินรุ่น 707S โดยเลดอนที่ใช้แบบ E2 นั้นจะเน้นการยิงสนับสนุนจากระยะไกล ส่วนกิลที่ใช้แบบ E1 และเป็นเครื่องจ่าฝูงนั้นจะอาศัยความคล่องตัวเข้าต่อสู้ในระยะใกล้ อแด็กซ์ยังได้ทดลองพัฒนา HBV-512-A ที่เน้นการต่อสู้ในระยะประชิดตัว โดยเลเซอร์ยูนิตนั้นจะเป็นกรงเล็บไฟฟ้าแบบเดียวกับแฟรกเมนท์คลอว์ของรุ่นที่สอง HBV-512-D ที่เน้นการใช้งานแบบเครื่องสนับสนุนโดยใช้เลเซอร์ยูนิตแบบแบ็คสไปเดอร์ที่ยิงบีมสตริงออกไปคล้ายกับคลอว์สตริงของรุ่นที่สอง และ HBV-512-N ซึ่งใช้โครงสร้างหลักของแบบ E แต่ติดตั้งระบบโฮเวอร์ไว้ที่ขาทำให้เคลื่อนไหวได้เร็วขึ้นแต่ก็บังคับยากและยังมีพลังป้องกันที่ต่ำกว่ารุ่นอื่นๆ ในบรรดาไรเดนรุ่นที่สามจึงมีการผลิตออกมาเป็นจำนวนจำกัดเท่านั้น

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License