เกอร์นแบค
m9e.jpg

M9E Gernsback

First appearance Full Metal Panic!
Designer Kanetake Ebikawa
Overall height 8.4 m
Weight 9.5 t
Powerplant Palladium reactor
Special feature Electromagnetic Camouflage System
Armaments

  • wire gun
  • monomolecular cutter
  • large monomolecular cutter
  • anti-tank dagger
  • 12.7 mm chain gun
  • 40 mm assault rifle
  • 'Boxer' 57 mm scatter shot cannon
  • 'Versile II' all-purpose missile
  • 'Javelin' ultra high-speed missile
  • 56 mm smoothbore gun
  • sniper rifle

ASรุ่นที่สามแบบแรกที่ได้ใช้ในการสู้รบจริง ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการนั้น เกอร์นแบคมีกำหนดการสำหรับประจำในกองทัพสหรัฐอเมริกาแทนบุชเนลในอนาคต แต่ในช่วงที่ยังพัฒนาอยู่นั้นกองกำลังมิธริลก็ใช้งานเกอร์นแบครุ่น M9E เป็นกำลังหลัก ลักษณะสำคัญที่แตกต่างจาก ASรุ่นที่สองก็คือใช้เครื่องยนต์เตาปฏิกรณ์พาลาเดียมซึ่งมีน้ำหนักเบาแต่ให้กำลังได้มากกว่าเครื่องยนต์ก๊าซธรรมชาติหรือดีเซลของรุ่นที่สองทั้งยังเงียบมาก ระบบการเคลื่อนไหวของเกอร์นแบคเปลี่ยนจากไฮโดรลิกเป็นกล้ามเนื้อเทียมที่พัฒนาจากกายวิภาคของสัตว์และแมลงซึ่งสมรรถนะที่สูงมากเมื่อเทียบกับรูปร่างของมนุษย์ ซึ่งน้ำหนักที่เบากว่าเดิมของเกอร์นแบคทำให้สามารถใช้เฮลิคอปเตอร์ที่ออกแบบพิเศษใบรรทุกหรือแม้แต่ติดบูสเตอร์ XL-2 ทำการขนส่งทางอากาศได้ ระบบบังคับเป็นแบบดิจิตัลอย่างสมบูรณ์และมี AIช่วยสนับสนุนจึงเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วมากและสามารถใช้การเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนกว่า AS รุ่นที่สองได้และสามารถติดตั้งอุปกรณ์ได้มากกว่า เกอร์นแบคยังมีระบบพรางตัว ECS ที่เหนือกว่าบุชเนลจนสามารถใช้พรางตาเหมือนล่องหนได้ แต่ในขณะเดียวกันนั้นระบบบังคับก็ซับซ้อนขึ้นและแม้จะใช้ AIช่วยแล้วก็นับว่าบังคับยากกว่าบุชเนลมาก และแม้ว่าจะแบกน้ำหนักได้มากขึ้นแต่หากต้องรับน้ำหนักเกินพิกัดอย่างถูกซากปรักหักพังทับแล้วก็จะเสียหายอย่างมาก

เกอร์นแบคมีอาวุธติดตัวเป็นปืนกล 12.7 มม.ติดหัวสองกระบอกกับปืนยิงสายเคเบิลติดแขน และสามารถใช้งานอาวุธมือถือแบบต่างๆได้มากมาย โดยอาวุธมาตรฐานของเกอร์นแบคก็คือปืนไรเฟิลจู่โจม 40 มม.กับมีดโมเลกุลที่คล้ายกับเลื่อย รวมถึงสามารถใช้อาวุธหนักอย่างปืนลำกล้องเรียบ 56 มม.หรือมิสไซล์ได้ เกอร์นแบคเครื่องจ่าฝูงนั้นใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องทั่วไปซึ่งเครื่องหนึ่งนั้นก็คือเครื่องหมายเลข 006 ของ เมลิสซา เหมา ซึ่งติดครีบเสาอากาศไว้ที่หัวด้วย เกอร์นแบคของครูซ เวเบอร์ซึ่งเป็นสไนเปอร์ฝีมือดีแต่ไม่ชำนาญการต่อสู้ประชิดตัวนั้นได้ปรับระบบควบคุมอาวุธให้เน้นการยิงต่อสู้จากระยะไกลโดยไม่สนใจการต่อสู้ระยะประชิดตัว มิธริลยังมีเกอร์นแบครุ่น M9C และ M9D ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้ทดลองติดตั้งแลมดาไดรเวอร์ แต่หลังจากที่ผู้พัฒนาแลมดาไดรเวอร์ให้มิธริลได้ฆ่าตัวตาย จึงมีเพียง M9C ที่ได้ติดตั้งแลมดาไดรเวอร์และพัฒนาเป็นอาบาเรสท์ต่อมา ส่วน M9D นั้นได้นำมาใช้งานเป็น AS ประจำตัวของเบลฟานกัน ครูโซโดยไม่ติดตั้งแลมดาไดรเวอร์ เกอร์นแบคในสังกัดของมิธริลทั้งหมดนั้นในภายหลังก็ได้รับการติดตั้งเซนเซอร์ดวงตาภูตซึ่งสามารถตรวจหาจุดอ่อนและจุดแข็งในสนามพลังของแลมดาไดรเวอร์ได้

เกอร์นแบครุ่นที่เข้าประจำการจริงของกองทัพอเมริกานั้นเป็นรุ่น M9A และเมื่อเทียบกับรุ่นที่มิธริลใช้งานแล้วก็นับว่าด้อยกว่ามาก ใช้เตาปฏิกรณ์พาลาเดียมที่มีกำลังต่ำลงเพื่อให้สามารถปฏิบัติการได้นานขึ้น กล้ามเนื้อเทียมที่ใช้นั้นผสมโพลีเมอร์จึงหนักและไม่ทนทานเท่าของมิธริลจึงต้องเสริมเกราะให้หนาขึ้นซึ่งทำให้ความคล่องตัวลดลงไปอีก ที่หัวไม่มีปืนกลแต่เปลี่ยนปืนสายเคเบิลที่แขนขวาเป็นปืนกลแก็ตลิงแทน ระบบบังคับนั้นปรับแต่งให้เรียบง่ายขึ้นและ AIก็ไม่มีประสิทธิภาพเท่าของมิธริล แต่ก็นับว่าใกล้เคียงกับบุชเนลมากขึ้นเพื่อให้นักบินที่คุ้นเคยกับบุชเนลอยู่แล้วเรียนรู้ได้เร็ว ระบบพรางตัว ECSไม่มีโหมดล่องหน กองทัพอเมริกายังได้ดัดแปลงเกอร์นแบคเป็นรุ่น M9A1 เกอร์นแบคอาเมอร์ด ซึ่งเสริมเกราะให้หนาขึ้นจนรับกระสุนของปืนกล 30 มม.ได้โดยแลกกับที่ความเร็วลดลงไปอีก เกอร์นแบคอาเมอร์ดยังสามารถแต่งตามแบบของบุชมาสเตอร์เป็น M9A1E1 เกอร์นแบคอาเซนัล ซึ่งเพิ่มความสามารถด้านอิเล็กทรอนิกส์และพลังทำลายให้สูงขึ้น ส่วนหัวติดจานเรดาร์ขนาดใหญ่และมีปืนฮาววิตเซอร์ 155 มม. เดโมลิชันกันทรีซึ่งมีอานุภาพสูงมาก ซึ่งทั้งตัวของเกอร์นแบคอาเซนัลนั้นได้รับการออกแบบให้รับแรงถีบขณะยิงปืนนี้และสามารถยิงเป้าหมายในระยะ 20 กม.ได้โดยมีความคลาดเคลื่อนเพียง 1 ม.เท่านั้น รวมทั้งยังสามารถเชื่อมระบบเข้าด้วยกันในหนึ่งหน่วยได้ถึง 24 เครื่อง แต่เกอร์นแบคอาเซนัลก็มีราคาแพงกว่าเกอร์นแบครุ่นมาตรฐานถึงเท่าตัว

จากที่ชาติต่างๆได้ใช้งาน AS สมรรถนะสูงมากขึ้น กองทัพอเมริกาจึงได้พัฒนาเกอร์นแบคต่อมาเป็นรุ่น M9A2 เกอร์นแบคเอนแฮนซ์ ซึ่งเปลี่ยนเตาปฏิกรณ์พาลาเดียมเป็นแบบเดียวกับของ M9E พร้อมกับปรับปรุงกล้ามเนื้อเทียมให้มีประสิทธิภาพขึ้นและทนกระสุนได้ ระบบบังคับนั้นเป็นแบบเทมเมอร์ซิสเต็มซึ่งสามารถบังคับได้ง่ายมากแต่ก็สามารถเปลี่ยนกลับเป็นแบบปกติซึ่งนักบินควบคุมได้มากกว่าได้ เกอร์นแบคเอนแฮนซ์ยังมีแขนกลสำหรับจับอาวุธซึ่งช่วยลดภาระของโครงสร้างส่วนแขน เดิมทีนั้นกองทัพอเมริกานั้นมีแผนการจะดัดแปลงเกอร์นแบคและเกอร์นแบคอาเมอร์ดที่ประจำการอยู่ทั้งหมดเป็นเกอร์นแบคเอนแฮนซ์แต่ก็ได้ชะลอแผนการไปหลังจากที่งบประมาณถูกตัดหลังสงครามเย็น เกอร์นแบคเอนแฮนซ์ยังมีรุ่น M9A2SOP เกอร์นแบคซิกมาเอลีท ของหน่วยพิเศษในสังกัดบริษัทคาวาเลียร์ไดนามิกส์ซึ่งใช้ชิ้นส่วนใหม่และนับว่ามีสมรรถนะในระดับเดียวกับ M9E รวมถึงใช้ ECS ที่ล่องหนได้เหมือนกัน เนื่องจากเป็นเครื่องของหน่วยพิเศษที่นักบินฝีมือดีใช้งานเท่านั้นจึงไม่มีเทมเมอร์ซิสเต็มและได้รับการออกแบบให้มีสมรรถนะสูงสุดเท่าที่ร่างกายของนักบินยังทนแรงกดได้

m9d.jpg

M9D Falke

First appearance Full Metal Panic! The Second Raid
Designer Kanetake Ebikawa
Overall height 8.4 m
Weight 10.3 t
Powerplant Palladium reactor
Special feature Electromagnetic Camouflage System
Armaments

  • wire gun
  • 'Crimson Edge' monomolecular cutter
  • High Explosive Anti-Tank lance
  • anti-tank dagger
  • 12.7 mm chain gun
  • 40 mm assault rifle
  • 'Versile II' all-purpose missile
Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License