ยานมาครอส

SDF-1 Macross

First appearance Super Dimension Fortress Macross
Designer Kazutaka Miyatake
Overall length 1210 m
Weight 1800000 t
Special feature pinpoint barrier, total barrier system, fold system
Armaments

  • missile launcher
  • large automatic anti-ship launcher
  • 178 cm high-speed electromagnetic rail cannon
  • Overtechnology guided converging beam cannon
  • Overtechnology Macross super-dimension energy cannon

ยานอวกาศขนาดยักษ์ของมนุษย์ต่างดาวซึ่งตกลงมายังเกาะอตาเรียใต้ในปี 1999 เดิมทีเรียกว่า ASS-1 (Alien Star Ship 1) การปรากฏตัวของ ASS-1 เป็นหลักฐานถึงการคงอยู่ของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวซึ่งมีความสามารถในการทำสงครามอวกาศและมีวิทยาการที่ก้าวหน้ากว่ามนุษย์นับร้อยปี ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวผลักดันให้ UNเป็นรัฐบาลสูงสุดของโลกพร้อมกับศึกษาและดัดแปลง ASS-1 มาใช้งานโดยเปลี่ยนชื่อเป็น SDF-1 มาครอส ในปี 2009 ซึ่งเป็นวันเข้าประจำการของมาครอสนั้นมาครอสทั้งลำก็ยังเป็นโอเวอร์เทคโนโลยีที่มนุษย์ในขณะนั้นยังไม่เข้าใจดีนัก เมื่อมนุษย์ต่างดาวร่างยักษ์ เซนทราดี ซึ่งไล่ตามยานลำนี้ก็มาถึงโลก ก็ปรากฏว่ามาครอสนั้นถูกเผ่าพันธุ์เดิมตั้งโปรแกรมเป็นกับดักบูบีแทรปให้ยิงปืนหลักโจมตีเซนทราดีทันทีทำให้มนุษย์โลกต้องทำสงครามกับเซนทราดีโดยไม่มีโอกาสได้เจรจากันก่อน และในตอนแรกที่พยายามให้มาครอสลอยตัวด้วยระบบต่อต้านแรงโน้มถ่วงนั้นก็เกิดขัดข้องจนผู้บัญชาการ บรูโน J. กลอบัล ตัดสินใจให้ใช้ระบบเดินทางข้ามมิติ โฟลด์ หนีไปยังดวงจันทร์ แต่กลายเป็นว่ามาครอสกลับไปปรากฏตัวที่วงโคจรของดาวพลูโตโดยพาเมืองที่อยู่ใกล้ๆกับเรือจู่โจมชั้นเดดาลัสกับเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นพรอมเมเธอุสไปด้วย ระบบโฟลด์นั้นก็หายไประหว่างการเดินทาง

ชาวเกาะอตาเรียใต้จำนวนประมาณห้าหมื่นคนนั้นได้ย้ายเข้าไปตั้งเมืองอาศัยอยู่ในมาครอส มาครอสนั้นเดิมได้ดัดแปลงให้ประกอบกับยานชั้นอาร์มด์สองลำอยู่แล้วจึงได้ดัดแปลงอีกครั้งให้ประกอบกับเรือทั้งสองลำแทน เนื่องจากระบบพลังงานของปืนหลักนั้นเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์โฟลด์มาครอสจึงไม่สามารถยิงปืนหลักได้อีก ต่อมาจึงได้ดัดแปลงให้ใช้การแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์รูปร่างคล้ายมนุษย์ขนาดยักษ์เพื่อปรับโครงสร้างและการเชื่อมต่อระบบพลังงานให้ยิงปืนหลักได้ ในสภาพนี้เดดาลัสกับพรอมเมเธอุสก็จะกลายเป็นแขนทั้งสองข้าง เนื่องจากการแปลงร่างนี้เป็นการดัดแปลงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและมาครอสก็มีความยาวมากกว่า 1.2 กิโลเมตร การเชื่อมต่อระบบพลังงานจึงต้องใช้หุ่นยนต์ที่ประจำการอยู่ทำการต่อสายไฟด้วยตนเองและใช้เวลาแปลงร่างถึงสามนาที ซึ่งในการแปลงร่างแต่ละครั้งนั้นก็มักมีความผิดพลาดในการเชื่อมต่อแต่ละบล็อกประมาณ 10 เมตร ระบบของมาครอสนั้นเดิมก็ไม่ได้ออกแบบโดยคำนึงถึงร่างหุ่นยนต์ ความเร็วและความสามารถในการยิงป้องกันอากาศยานของมาครอสจึงลดลงมาอย่างมาก ในช่วงแรกนั้นการแปลงร่างยังทำให้เมืองที่อยู่ในยานเสียหายอย่างหนักมาก แต่ต่อมาก็ได้วางผังเมืองใหม่เพื่อลดความเสียหายและจัดเตรียมเชลเตอร์สำหรับให้ประชาชนหลบภัยขณะที่แปลงร่าง

อาวุธของมาครอสนั้น นอกจากปืนปรมาณูที่เป็นปืนหลักแล้วก็มีเรลแคนน่อน บีมแคนน่อน และมิสไซล์ลันเชอร์จำนวนมากที่อยู่ตามตัว และสามารถสร้างดึงพลังงานที่หลงเหลืออยู่ในส่วนที่เคยใช้เก็บอุปกรณ์โฟลด์มาใช้เป็นพินพอยน์บาเรียป้องกันการโจมตีเป็นจุดๆได้ มาครอสยังสามารถรวมพินพอยน์บาเรียไปที่เรือเดดาลัสซึ่งเป็นแขนขวาแล้วกระแทกเหมือนชกใส่ยานศัตรูเพื่อเปิดให้หน่วยรบเข้าไปโจมตียานศัตรูจากภายในได้ หลังจากที่มาครอสเดินทางกลับมาถึงโลกก็ได้รับการปรับปรุงให้กางบาเรียร์รอบตัวได้ แต่ถ้าใช้งานเป็นเวลานานมากเกินไปก็จะโอเวอร์โหลดและสร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้างโดยรอบมาครอส UNนั้นต้องการใช้มาครอสล่อกองยานเซนทราดีไปจากโลกและประชากรของมาครอสส่วนใหญ่ก็ยังถูกบังคับให้อยู่บนยานต่อมาเนื่องจากที่ผ่านมานั้นการสาปสูญของมาครอสถูกปกปิดไว้ไม่ให้มนุษย์โลกรู้ว่ากำลังมีสงครามกับมนุษย์ต่างดาว เมื่อโลกถูกกองยานเซนทราดีภายใต้การบังคับบัญชาของกอล์ก โบดอลซาโจมตีจนมีแต่พลเมืองมาครอสเหลือรอดเป็นกลุ่มสุดท้าย แต่ด้วยความช่วยเหลือของกองยานบริไท คริดานิค มาครอสก็สามารถทำลายยานธงของโบดอลซาได้ซึ่งนับเป็นจุดจบอย่างเป็นทางการของสงครามอวกาศครั้งที่หนึ่ง มาครอสนั้นลงสู่โลกและจอดในแกรนด์แคนยอนซึ่งกลายเป็นทะเลสาบไปแล้ว พลเมืองมาครอสนั้นได้สร้างเมืองมาครอสทาวน์โดยรอบมาครอสซึ่งในเวลาต่อมานั้นก็ขยายเป็นมาครอสซิตีซึ่งเป็นเมืองหลวงของโลก

มาครอสนั้นเคยกลับมาทำงานอีกครั้งเมื่อนักรบเซนทราดี คัมจิน คราฟเชรา ผู้มีฉายาว่า คัมจินผู้ฆ่าเพื่อน ได้ทำการโจมตีมาครอสที่นิ่งอยู่กับทะเลสาบ โดยปืนหลักนั้นได้รับความเสียหาย แต่หลังจากนั้นก็ได้ซ่อมแซมและปรับปรุงใหม่โดยถอดเดดาลัสออกและเปลี่ยนเป็นยานชั้นอาร์มด์ ระบบอาวุธปืนต่อต้านอากาศยานนั้นได้เตรียมไว้ในสภาพที่ยังใช้งานได้เผื่อกรณีฉุกเฉิน ซึ่งในงานฉลอง 30 ปีมาครอส AIไอดอล ชารอน แอปเปิลก็ได้ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ของมาครอสไว้และเตรียมล้างสมองมนุษย์ทั้งหมด แต่ระบบคอมพิวเรอร์ของชารอนก็ถูกเอ็กซ์คาลิเบอร์รุ่นต้นแบบของ อิซามุ ไดสัน ทำลายเสียก่อน ในภาคหนัง Do You Remember Love? นั้นมาครอสใช้ยานชั้นอาร์มด์เป็นแขนสองข้างแต่แรก

UNยังได้ดำเนินการสร้างยานชั้นมาครอสลำที่สอง SDF-2 จากเทคโนโลยีที่ศึกษามาจากมาครอส โดยตั้งใจให้เป็นยานธงของกองยาน UN แต่เนื่องจากความเข้าใจเทคโนโลยีที่จำกัดจึงล่าช้าไปมากจนกระทั่งสงครามอวกาศครั้งที่หนึ่งจบลง จึงได้เปลี่ยนแนวคิดของ SDF-2 เป็นยานอาณานิคมที่ใช้ตั้งรกรากในดาวอื่นแทนจึงออกแบบใหม่เป็นยานชั้นเมกาโรด เมกาโรดนั้นมีขนาดใหญ่กว่ามาครอสเพราะรวมเอาส่วนที่จำเป็นต่อการเดินทางเป็นระยะเวลานานอย่างพื้นที่กสิกรรมไว้ในตัวด้วย ประชากรบนเมกาโรดนั้นมีอยู่ประมาณ 25000 คน พลังในการต่อสู้ของเมกาโรดเองนั้นนับว่าต่ำมากและปกติแล้วก็จะต้องพึ่งยานคุ้มกันในกองยาน SDF-2 เมกาโรด 01 ซึ่งมีมิสะ อิชิโจเป็นผู้บัญชาการนั้นได้หายสาบสูญไปในขณะที่ทำการเดินทางสำรวจส่วนใจกลางของทางช้างเผือกโดยไม่ทราบชะตากรรม UNยั้นได้ใช้ยานชั้นเมกาโรดในการตั้งรกรากจนถึงปี 2030 จึงได้เปลี่ยนเป็นยานชั้นนิวมาครอสแทน

macross-cruise.jpg

First appearance Super Dimension Fortress Macross: Do You Remember Love?

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License