นีโม
msa-003.jpg

MSA-003 Nemo

First appearance Mobile Suit Z Gundam
Designer Kazumi Fujita
Head height 18.5 m
Base weight 36.2 t Full weight 55.6 t
Armor gundarium alloy
Powerplant Minovsky type ultracompact fusion reactor
Power output 1620 kW
Armaments

  • beam saber
  • 60 mm vulcan gun
  • beam rifle
  • GM rifle
  • bullpup machine gun
  • 170 mm cannon
  • shield

ในช่วงของศึกกรีปส์นั้นจิมทูว์ซึ่งเอวโกใช้เป็นกำลังหลักก็นับว่าล้าสมัยแล้วและริคดิแอสนั้นก็มีปัญหาที่ผลิตจำนวนมากได้ยาก หลังจากที่แอนาไฮม์อิเล็กทรอนิกสถูกอิทธิพลการเมืองบีบให้ต้องส่งมอบมาราไซให้ทิทานส์ไปแทนจึงได้พัฒนานีโมเป็นกำลังหลักรุ่นใหม่ของเอวโก ในทางเทคนิคนั้นนีโมนับว่าเป็น MSที่พัฒนามาจากจิมรุ่นดั้งเดิมสมัยสงครามหนึ่งปี รูปแบบของท่อขับดันนั้นใช้ของจิมสไนเปอร์ทูว์ โครงสร้างของนีโมนั้นเป็นแบบมูฟเอเบิลเฟรมซึ่งแอนาไฮม์สามารถลดค่าใช้จ่ายในการผลิตลงมาได้จากข้อมูลที่เรียนรู้ระหว่างการพัฒนาเฮียกุชิกิและใช้เกราะโลหะผสมกันดาเรียม นีโมนั้นได้รับการออกแบบให้บำรุงรักษาได้ง่ายจึงรองรับอุปกรณ์มากมาย ซึ่งโดยปกติแล้วนีโมจะใช้อาวุธแบบเดียวกับจิมทูว์แต่ใช้โล่แบบใหม่ซึ่งฉาบบีมโคตและมีกลไกพับเลื่อนได้ทั้งด้านบนและด้านล่างเพื่อความคล่องตัว ส่วนบีมเซเบอร์นั้นใช้รุ่นเดียวกับของริคดิแอส นีโมยังสามารถเข้ากับอุปกรณ์รุ่นเก่าของซีอ้อนได้โดยเอวโกเคยเก็บเอาเกลกุ๊กจากซากยานเก่าของซีอ้อนแล้วเปลี่ยนโครงภายในเป็นของนีโมแทน

นอกจากนั้นยังมีนีโมแคนน่อนซึ่งเป็นแผนปรับปรุงนีโมที่มีอยู่แล้วโดยติดตั้งเฟซการ์ดสำหรับป้องกันเซนเซอร์หลักทำให้ส่วนหัวกลายเป็นแบบสองตา นีโมแคนน่อนนั้นมีอุปกรณ์ใหม่คือลองชิลด์บูสเตอร์ซึ่งนอกจากจะใช้เป็นโล่และท่อขับดันเสริมแล้วลองชิลด์บูสเตอร์นี้ยังติดปืนอนุภาคไว้และใช้พลังงานจากเครื่องกำเนิดพลังงานของโล่เอง นีโมแคนน่อนสามารถเลือกใช้ลองชิลด์บูสเตอร์ได้สองแบบ คือแบบโล่เดี่ยวติดแขน และแบบโล่แฝดซึ่งจะใช้แขนกลต่อไว้กับแบ็คแพ็ค นีโมอีกเครื่องหนึ่งนั้นเป็นMSประจำตัวของดานิกา แม็คไกวร์ สมาชิกกลุ่มคลาวนอส ซึ่งนีโมเครื่องนี้แอนาไฮม์ได้ทดลองติดตั้งแบ็คแพ็คของกันดั้มมาร์คทูว์เพื่อทดสอบระบบของจิมทรีที่กำลังพัฒนาอยู่ นีโมเครื่องนี้จึงสามารถประกอบกับ Gดีเฟนเซอร์ที่ปรับแต่งโดยติดจานเรดาร์เพิ่มเข้าไปด้านหลังเป็นนีโมดีเฟนเซอร์ได้ แอนาไฮม์อิเล็กทรอนิกส์ยังได้พัฒนา MSA-004 นีโมทูว์โดยตั้งใจจะเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ปรับสมดุลเครื่องให้ใช้อาวุธหนักได้ดีขึ้น แต่หลังจากที่ประสบปัญหาระหว่างการพัฒนาก็ได้แก้ใหม่เป็น MSA-004K นีโมทรี โดยเปลี่ยนมาใช้การติดบีมแคนน่อนประทับบ่าซึ่งใช้พลังงานจาก Eแพ็คของแบ็คแพ็คและมีบีมไรเฟิลรุ่นใหม่ของตนเอง แต่การพัฒนานีโมทรีนั้นล่าช้าไปหลังจากที่เบล็กซ์ ฟลอราถูกลอบสังหารและกว่าที่นีโมทรีเครื่องแรกจะเสร็จสมบูรณ์ศึกกรีปส์ก็ใกล้จะยุติลงแล้ว

ในประวัติศาสตร์ของภาค Tyrant Sword of Neofalia นั้นนีโมเป็น MS ที่พัฒนาต่อมาจากจิมหลังสงครามหนึ่งปีและใช้รหัส RS-81 แต่มีปัญหาที่การขยายโครงสร้างนั้นทำให้ชิ้นส่วนข้อต่อและมอเตอร์ต้องรับภาระหนักมากจนเสื่อมสภาพง่าย แอนาไฮม์อิเล็กทรอนิกส์ได้ปรับปรุงต่อมาเป็น RS-81-STI นีโม STI (STandard Improvement) แต่ในที่สุดก็ถูกจิมทูว์เข้าประจำการแทนและไม่ได้รับการผลิตจำนวนมาก แอนาไฮม์นั้นได้ดัดแปลงนีโม STIสามเครื่องเป็น RS-NF-81-STI-SES นีโมรุ่นปรับปรุงซอร์ด ซึ่งเป็นครื่องทดลองระบบ SE (Subject Effacement) และติดตั้งเครื่องยนต์ SE รุ่นต้นแบบคู่ไปกับเตาปฏิกิรณ์มินอฟสกี และแบ็คแพ็คมี SE ไดรฟ์ทรัสเตอร์สองแผง เนื่องจากเป็นเครื่องทดลองระบบจึงไม่ได้ติดตั้งอาวุธ โดยระหว่างการทดสอบนั้น นีโมซอร์ดเครื่องแรกหลุดจากการควบคุมและนักบินทดสอบ คีธ แม็คเกรเกอร์หยุดเครื่องโดยสั่งปลดยูนิตเครื่องยนต์ SEจากตัวเครื่อง เครื่องที่สองนั้นต่อมาก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักระหว่างการทดสอบเช่นกัน นีโมซอร์ดเครื่องสุดท้ายนั้นได้รับการปรับแต่งต่อมาหลังจากที่การพัฒนาระบบ SE สมบูรณ์แล้ว กลายเป็น RS-NF-81-SES-X3 นีโมรุ่นปรับปรุงซอร์ดโปรโต 3 โดยเปลี่ยนเป็น MS แบบไร้คนบังคับแต่ให้ควบคุมจากไทแรนท์ซอร์ดเหมือนกับเสลฟซอร์ดโดยที่ยังคงไม่มีอาวุธเช่นเดิม

msa-003-eff.jpg

Earth Federation Colours

First appearance Mobile Suit Gundam UC
Designer Hajime Katoki

msa-003-desert.jpg

Desert Colours

msa-003-cannon.jpg

MSA-003 Nemo Cannon

First appearance Advance of Zeta: The Flag of Titans
Designer Kenki Fujioka

msa-003-cannon-alt.jpg

Dual Shield Booster

msa-003+fxa-05d.jpg

MSA-003+FXA-05D Nemo Defenser

First appearance Advance of Zeta: The Traitor to Destiny

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License