กันดั้มเคสเทรล
msw-004.jpg

MSW-004 Gundam [Kestrel]

First appearance Mobile Suit Gundam ZZ
Designer Advance of Zeta: The Traitor to Destiny
Armor gundarium alloy
Powerplant Minovsky type ultracompact fusion reactor
Power output 7340 kW
Special feature Core Block System, Shaman Frame
Armaments

  • beam saber
  • beam blade
  • vulcan gun
  • beam rifle
  • mega beam launcher
  • beam madu

เดิมทีนั้นสถานีวิจัยโอ็คแลนด์ได้พัฒนา ORX-008 กุลลินบรุสทีเพื่อให้มนุษย์ดัดแปลงใช้งานโดยเฉพาะ กุลลินบรุสทีติดตั้งเครื่องยนต์ถึงสามเครื่องที่ลำตัวและขาทั้งสองข้างจึงมีกำลังมาก ท่อขับดันหลักนั้นเป็นแบบจุดชนวนด้วยเลเซอร์คล้ายกับที่ยานอัลเบียนใช้และดัดแปลงให้มีขนาดเล็กจนสามารถติดตั้งให้ MSได้ แต่ระบบจรวดเลเซอร์ของกุลลินบรุสทีนั้นดัดแปลงมาจากที่ออกแบบให้ยานสำรวจดาวเคราะห์จึงไม่ได้คำนึงถึงการใช้ในการต่อสู้และเสียหายได้ง่ายมาก โอ็คแลนด์จึงดัดแปลงโดยใช้ระบบคอร์บล็อกให้สามารถแยกค็อกพิตกับแบ็คแพ็คออกมาเป็นยานคอร์พิกเล็ตได้เพื่อให้สามารถถอดเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนที่เป็นแบ็คแพ็คได้ง่ายขึ้น ที่หน้าอกของกุลลินบรุสทีมีเซนเซอร์โมโนอายซึ่งเป็นเซนเซอร์หลัก เซนเซอร์ส่วนหัวนั้นติดไว้หลอกศัตรูเท่านั้น นักบินทดสอบของกุลลินบรุสทีนั้นก็คือรอสไวเซซึ่งแม้จะเป็นมนุษย์ดัดแปลงแต่ก็มีคลื่นจิตที่อ่อนกว่านิวไทป์มาก โอ็คแลนด์จึงได้พัฒนาโครงสร้างแบบชาแมนเฟรมซึ่งใช้การเก็บข้อมูลคลื่นสมองของนักบินเหมือนระบบกึ่งไซคอมมิวและบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์แบบเรียนรู้ได้ ซึ่งทำให้ระบบของกุลลินบรุสทีสามารถตอบสนองต่อการบังคับได้ดีขึ้นและบางครั้งก็เคลื่อนไหวได้เองในสถานการณ์คับขันตามข้อมูลที่เรียนรู้มา อาวุธของกุลลินบรุสทีนั้นประกอบด้วยปืนวัลแคนติดหัว บีมไรเฟิลที่มีอานุภาพสูงกว่าปกติ และที่ศอกจะติดบีมเซเบอร์ที่ใช้เป็นบีมกันได้ไว้

โอ็คแลนด์นั้นได้สร้างกุลลินบรุสทีไว้ทั้งหมดสองเครื่อง และได้จัดฉากให้เอวโกใช้กำลังชิงเอากุลลินบรุสทีหมายเลข 1 ไปเป็นการสนับสนุนอย่างลับๆ ส่วนหมายเลข 2นั้นเก็บไว้ทดลองต่อมา เอวโกนั้นได้เอากุลลินบรุสทีไปทดสอบที่โรซากิกันเทีย ซึ่งเป็นยานท่าชั้นลาเวียนโรสของแอนาไฮม์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ปรากฏว่ากุลลินบรุสทีมีสมรรถนะที่สูงมากจนนักบินปกติจะทนแรงกดดันจากการขับเคลื่อนไม่ได้ หลังจากเปลี่ยนนักบินทดสอบไปสามคน กุลลินบรุสทีที่ประสบอุบัติเหตุระหว่างการทดสอบก็ได้รับเสียหายพอสมควร แอนาไฮม์จึงได้ดัดแปลงใหม่โดยให้เป็นแบบกันดั้ม เรียกว่า MSW-004 กันดั้มเคสเทรล โดยถอดไบน์เดอร์ปรับทิศทางด้านหลังออกเพื่อลดความเร็วลงมาและติดบีมเซเบอร์ไว้แทน ส่วนเสาอากาศรับคลื่นจิตติดไหล่ที่หักไปแล้วก็ถอดออกพร้อมกับบีมเซเบอร์ที่ศอก แต่ได้ติดบีมเบลดขนาดใหญ่ไว้แทนพร้อมกับเพิ่มที่เข่าและปลายเท้า ซึ่งบีมเบลดเหล่านี้ติดไว้กับแขนกลให้พับหันทิศทางได้ บีมเบลดที่ไหล่ยังสามารถยิงเป็นบีมกันได้ บีมเบลดเหล่านี้ยังสามารถถอดออกเพื่อใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆอย่างเมกาบีมลันเชอร์ได้ โล่ของเคสเทรลนั้นเป็นบีมมาดูซึ่งตัวโล่มีขนาดเล็ก แต่ติดตั้งบีมเซเบอร์ที่ปรับองศาแยกกันได้ไว้สามเล่ม เอวโกนั้นได้เลือกให้แวน อาซิเลียโน สมาชิกหน่วยคลาวนอสมาเป็นนักบินคนที่สี่ ซึ่งจากข้อมูลการใช้งานแวกเทลทูว์นั้นพบว่าแวนมีความอดทนต่อแรงกดที่สูง คอร์ไฟเตอร์นั้นก็ทาสีใหม่แล้วเรียกว่าคอร์สควอด

หลังจากที่ระบบเลเซอร์จุดชนวนของเคสเทรลได้รับความเสียหายในการต่อสู้กับ MA รากษส เคสเทรลจึงใช้แบ็คแพ็คแบบท่อขับดันปกติแทน แต่ได้ติดตั้งเบรกไบน์เดอร์สี่ข้างไว้ที่ไหล่ซึ่งมีทั้งท่อขับดันและบีมกัน เรียกว่ามานิวเวอร์เอ็กซ์ทีเรียร์ การเคลื่อนไหวของเบรกไบน์เดอร์ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ AMBACของเคสเทรลอย่างมากทำให้ความเร็วของเคสเทรลยังคงเดิม แต่เนื่องจากเบรกไบน์เดอร์มีน้ำหนักมาก สมดุลเครื่องของเคสเทรลจึงแย่กว่าเดิมและบังคับยากขึ้นไปด้วย เบรกไบน์เดอร์นั้นยังสามารถใช้เป็นอาวุธกึ่งไซคอมมิวแบบติดสายเคเบิลได้แต่เนื่องจากแวนที่เป็นคนธรรมดาสามารถบังคับให้ปล่อยไบน์เดอร์ออกไปได้ทีละข้างเท่านั้นและยังต้องใช้สมาธิซึ่งทำให้บังคับตัวเครื่องได้ลำบาก นอกจากนั้นหากว่าสายเคเบิลถูกตัดขาดก็จะเก็บคืนมาได้ยากมากจึงไม่ค่อยได้ใช้คุณสมบัตินี้นัก

ระหว่างที่เอวโกทำการทดสอบเคสเทรลนั้น โอ็คแลนด์ก็ใช้ข้อมูลการทดลองกุลลินบรุสทีหมายเลข 2 พัฒนาเกราะเสริมให้เคสเทรล เรียกว่าอาเมอร์เอ็กซ์ทีเรียร์ โดยตั้งใจให้น้ำหนักของเกราะช่วยลดความเร็วของเคสเทรลลงมาให้อยู่ในระดับเดียวกับ MSทั่วๆไป เกราะของเคสเทรลนั้นมีพลังป้องกันที่สูงและฉาบบีมโคตไว้ด้วย รวมถึงมีอาวุธเสริมเป็นลิเนียร์กันติดแบ็คแพ็ค บีมไรเฟิลสองลำกล้องติดแขนขวา และมิสไซล์พ็อดติดแบ็คแพ็ค แขนซ้าย และขา รวมทั้งมีระบบหล่อเย็นกับถังเชื้อเพลิงเสริมจึงเหมาะกับการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยิ่งกว่าเดิม ซึ่งเมื่อแวนได้นำอาเมอร์เอ็กซ์ทีเรียร์มาใช้ในการต่อสู้ตัดสินกับทิทานส์นั้นก็ได้เอามาติดไว้พร้อมกับเบรกไบน์เดอร์และแบ็คแพ็คระบบเลเซอร์จุดชนวนเป็นฟุลอาเมอร์กันดั้มเคสเทรล ซึ่งทำให้มีความแข็งแกร่งของอาเมอร์เอ็กซ์ทีเรียร์โดยที่ความเร็วยังเท่าเดิม

สถานีวิจัยโอ็คแลนด์ยังได้สร้างกันดั้มที่ใช้ชาแมนเฟรมอีกเครื่องคือ ORX-009 กันดั้มสคอล ซึ่งเป็นยูนิตคุ้มกันของ MA ฮาติของทิทานส์และมีเออเนสท์ แม็คไกวร์เป็นนักบิน ชาแมนเฟรมของสคอลนั้นทำให้รอสไวเซซึ่งเป็นนักบินของฮาติสื่อสารกับสคอลได้ด้วยระบบไซคอมมิวหรือแม้แต่ใช้พลังจิตบังคับเองเลยก็ได้ตราบเท่าที่สคอลจะต้องอยู่ในระยะ 10 กิโลเมตรจากฮาติ สคอลจึงได้รับการออกแบบให้แปลงร่างเป็น MAได้เพื่อให้กลับเข้ามาในระยะของฮาติได้อย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลการเคลื่อนไหวของสคอลนั้นได้มาจากแกบเธลย์ "ฮูกิน"ซึ่งเป็น MSเครื่องก่อนหน้าของเออเนสท์และร่าง MAก็มีส่วนเท้าที่กางเป็นกรงเล็บยื่นมาด้านหน้าเหมือนกัน ตัวสคอลเองนั้นมีอาวุธเป็นบีมไรเฟิลขนาดใหญ่ บีมเซเบอร์ที่เอวซึ่งสามารถยิงเป็นบีมกันได้ และโล่ขนาดใหญ่ซึ่งมีจรวดขนาดเล็กสำหรับใช้ยิงสร้างม่านอนุภาคสำหรับป้องกันบีมได้ การก่อสร้างสคอลนั้นได้ดำเนินการที่ทวารซีดาน ซึ่งในตอนที่แอ็กซิสกระแทกใส่ทวารซีดานจนหักนั้นก็ได้เอาสคอลที่ยังสร้างไม่เสร็จออกมาแล้ว และโอ็คแลนด์ก็ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการฉาบนาโนคาร์บอนกับบีมโคตในจุดที่ยังไม่ได้หุ้มเกราะให้ ซึ่งแม้ว่านาโนคาร์บอนจะมีน้ำหนักเบาแต่พลังป้องกันก็ต่ำมากและไม่ทนกระสุน

msw-004-maneuver.jpg

Maneuver Exterior

msw-004-armor.jpg

Armor Exterior

msw-004-fa.jpg

Full Armor

msw-004-core.jpg

Core Squad

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License