เจนิซ

RMS-006 Jenice

First appearance After War Gundam X
Designer Junya Ishigaki
Head height 16.6 m
Base weight 7.7 t
Armaments

  • beam saber
  • heat hawk
  • heat saber
  • shoulder vulcan gun
  • machine cannon
  • 100 mm machine gun
  • giant bazooka

MSซึ่งเป็นพื้นฐานของ MSรุ่นผลิตจำนวนมากที่กองกำลังปฏิวัติอวกาศในช่วงสงครามอวกาศครั้งที่7 และในยุคหลังสงครามนั้นก็เป็น MSที่วัลเจอร์ใช้งานอย่างหลากหลายที่สุดเพราะนอกจากจะมีจำนวนมากแล้วยังสามารถดัดแปลงได้ง่าย เจนิซมีอาวุธติดตัวเป็นปืนวัลแคนติดไหล่และมาชีนแคนน่อนที่ลำตัว เจนิซสามารถใช้อาวุธบีมได้แต่ปกตินั้นจะใช้ปืนกล100 มม. ส่วนในระยะประชิดตัวนั้นจะใช้ดาบหรือขวานความร้อน และสามารถใช้บาซูก้าได้ เจนิซยังมีรุ่นที่ปรับแต่งให้เหมาะกับการใช้งานบนโลกมากขึ้นคือ RMS-006G เจนิซรุ่นปรับปรุง โดยที่ไหล่จะไม่มีหนาม และท่อขับดันบางจุดถูกถอดออกไปเพื่อลดน้ำหนัก เจนิซที่วัลเจอร์ดัดแปลงพิเศษนั้นมีที่โดดเด่นคือ สแลชบัฟฟาโล ของเวโดบา มอร์ท ซึ่งเสริมเกราะให้หนาขึ้นและติดเขาขนาดใหญ่ไว้ กับเครื่องของ เอนิล เอล ซึ่งติดตั้งกล้องเสริมให้เซนเซอร์แบบโมโนอายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น กองกำลังซาเทลิคอนที่ต่อต้านกองกำลังปฏิวัติอวกาศก็ใช้เจนิซซึ่งมีลักษณะภายนอกแบบเจนิซรุ่นปรับปรุง ส่วนฝ่ายกองกำลังปฏิวัติอวกาศนั้นยังคงใช้เจนิซเป็นหุ่นยนต์ทำงานเท่านั้น

ในช่วงสงครามอวกาศครั้งที่ 7 นั้นกองกำลังปฏิวัติอวกาศได้พัฒนาเจนิซรุ่นปรับปรุงต่อมาเป็น RMS-007G จูแร็ก ให้เหมาะกับการใช้งานบนโลกมากยิ่งขึ้น จูแร็กที่เหลือมาถึงยุคหลังสงครามนั้นเป็นของกองกำลังป้องกันเมืองฟอร์ทเซเวิร์น ซึ่งเป็นรุ่น โพลาแบร์ ที่ปรับแต่งให้เหมาะกับการใช้งานในเขตหนาวโดยเฉพาะ โดยนอกจากจะป้องกันตัวเครื่องและเซนเซอร์ให้เหมาะกับการใช้งานในอุณหภูมิต่ำแล้ว โพลาร์แบร์ยังมีเลื่อนซึ่งสำหรับเหยียบไถลไปตามพื้นหิมะเหมือนสโนว์บอร์ดและยังใช้เป็นโล่ได้ ใช้ปืนกลบีมเป็นอาวุธมือถือ ส่วนปืนติดตัวเหลือแต่วัลแคนที่ไหล่

ส่วนเจนิซธรรมดานั้นก็ได้รับการพัฒนาต่อมาเป็น RMS-009 เซปเทม ซึ่งปรับปรุงให้มีกำลังขับเคลื่อนมากขึ้นและสามารถบรรทุกอาวุธได้มากกว่าเดิม ลักษณะโดยรวมนั้นจะเหมือนกับเจนิซ แต่มีท่อขับดันขนาดใหญ่อยู่ที่ขาทั้งสองข้างจึงมีความเร็วสูงกว่ามาก ปืนติดตัวนั้นเปลี่ยนเป็นขนาดใหญ่คู่เดียวที่ลำตัว เซปเทมนั้นก็มีรุ่น RMS-009G ซึ่งออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานบนโลกมากขึ้นแต่ลักษณะภายนอกจะไม่ต่างจากเดิม เซปเทมยังได้รับการพัฒนาต่อไปอีกเป็น RMS-014 ออคเทป ซึ่งมีจุดเด่นที่แบ็คแพ็คขนาดใหญ่ด้านหลังและเป็น MSรุ่นผลิตจำนวนมากที่มีสมรรถนะสูงสุดในยุคสงครามอวกาศครั้งที่7 ปืนติดลำตัวนั้นเปลี่ยนเป็นปืนกลแก็ตลิ่ง 50 มม. ในยุคหลังสงครามนั้นแม้จะมีวัลเจอร์ที่ใช้งานเซปเทมกับออคเทปอยู่มากแต่เนื่องจากหาอะไหล่ยากกว่าเจนิซ ส่วนใหญ่แล้วจึงต้องดัดแปลงด้วยชิ้นส่วนจาก MSอื่นๆทำให้สมรรถนะมักจะลดลง ส่วนกองกำลังปฏิวัติอวกาศเองนั้นได้ปลดระวางเซปเทมไว้เหลือเพียงเครื่องฝึกบินเท่านั้น แต่ได้ใช้งานออคเทปต่อมา

ในยุคหลังสงคราม สาธารณรัฐเอสทาร์ดในแถบเอเชียใต้ยังได้พัฒนา MSของตนเเองโดยดัดแปลงรูปแบบมาจาก MSของกองกำลังปฏิวัติอวกาศจึงมีลักษณะที่คล้ายกันอยู่มาก กำลังหลักของกองทัพเอสทาร์ดนั้นก็คือ ENG-002 ไพรอนซึ่งนอกจากจะใช้งานเองแล้วยังได้ผลิตให้สาธารณรัฐกัสตาร์และราชอาณาจักรนอทเทิร์นเบลซึ่งเป็นประเทศพันธมิตร ไพรอนนั้นมีมาชีนแคนน่อนเป็นอาวุธติดตัวและสามารถใช้งานอาวุธมือถืออย่างปืนกลมือถือ 70 มม.กับปืนกลหนักแบบใช้ขาตั้งได้ ก่อนหน้าไพรอนนั้นเอสทาร์ดยังเคยผลิต ENG-001 เอสทาดอธเซึ่งมีรูปร่างที่หนาเทอะทะกว่าไพรอนและไม่มีอาวุธมือถือ

rms-006g.jpg

RMS-006G Jenice Kai

rms-006g-satelicon.jpg

Satelicon Colours

rms-006g-crocker.jpg

RMS-006G Jenice Kai Crocker Custom

rms-006g-slash.jpg

RMS-006G Jenice Kai "Slash Buffalo"

rms-006g-ennil.jpg

RMS-006G Jenice Ennil Custom

First appearance After War Gundam X
Designer Junya Ishigaki
Head height 16.8 m
Base weight 8 t
Armaments

  • beam saber
  • shoulder vulcan gun
  • machine cannon
  • 100 mm machine gun
  • giant bazooka
  • beam rifle
Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License