คราวดา
rms-019.jpg

RMS-019 Crouda

First appearance After War Gundam X
Designer Junya Ishigaki
Head height 18 m
Base weight 8.4 t
Armor titanium alloy ceramic composite
Armaments

  • beam cutter
  • vulcan gun
  • beam rifle

MSที่กองกำลังปฏิวัติอวกาศพัฒนาหลังสงครามอวกาศครั้งที่ 7 คราวดามีสมรรถนะที่สูงมากและมีเกราะหนาซึ่งทนอาวุธบีมได้ด้วย ด้านหลังติดบีมคัตเตอร์ขนาดใหญ่ที่แผ่ออกมาเหมือนปีกซึ่งคราวดาจะใช้เฉือนศัตรูโดยบินโฉบด้านข้างด้วยความเร็วและสามารถใช้ทำลายได้แม้แต่ยานแม่ ทั้งยังมีบีมไรเฟิลและปืนวัลแคนติดหัวเป็นอาวุธเสริม คราวดานั้นมีท่อขับดันขนาดใหญ่อยู่รอบตัวเนื่องจากต้องการให้มีความคล่องแคล่วสูงซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ทำให้สามารถทำลายคราวดาได้ในครั้งเดียว คราวดาเครื่องจ่าฝูงคือ RMS-19Rนั้นจะมีเขาเสาอากาศติดหัวอยู่ด้วยสองเขา ซึ่งหนึ่งในเครื่องจ่าฝูงนั้นเป็น MSประจำตัวของแลนสโลว์ ดาเวล คู่ปรับเก่าของจามิลในสมัยสงครามอวกาศครั้งที่ 7

หลังสงครามอวกาศครั้งที่ 8 กลุ่มแบล็คฮอร์เนทก็ได้พัฒนารูปแบบของคราวดาต่อไปเป็น RMS-012-8 ดิคเซมฮอร์เนท โดยใช้ข้อมูลเทคโนโลยีของสหพันธ์ในการพัฒนาด้วย คิดเซมฮอร์เนทจึงใช้เกราะโลหะผสมลูนาไททาเนียมทำให้พลังป้องกันพื้นฐานสูงยิ่งกว่าคราวดา แบล็คฮอร์เนทยังสามารถลดขนาดของเครื่องกำเนิดสนามพลังให้มีขนาดเล็กจนสามารถติดไว้กับแขนทั้งสองข้างของดิคเซมฮอร์เนทได้ ดิคเซมฮอร์เนทจึงสามารถป้องกันการโจมตีจากบีมโดยทั่วไปรวมถึงบีมเซเบอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบและเมื่อรวมสนามพลังไปที่ด้านหนึ่งแล้วก็สามารถป้องกันได้แม้แต่ปืนใหญ่อนุภาคโฟตอนของ MA ขนาดใหญ่ นอกจากบีมไรเฟิลแล้ว ดิคเซมฮอร์เนทยังมีอาวุธเป็นดาบขนาดใหญ่ซึ่งเน้นให้ใช้ป้องกันตัวเหมือนโล่ได้ และยังสามารถเสริมอาวุธได้ทั้งมิสไซล์ลันเชอร์ เครื่องยิงจรวด และปีกบีมคัตเตอร์แบบคราวดา

แบล็คฮอร์เนทยังได้ทดลองสร้างแซทเทอไลท์แคนน่อนเลียนแบบของกันดั้ม X ซึ่งแซทเทอไลท์แคนน่อนของดิคเซมฮอร์เนทนั้นเป็นแบบมีแผงแปลงพลังงานในตัวและมีปัญหาที่ระบบระบายความร้อนทำให้พังไปหลังจากที่ยิงได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่หลังจากที่ยึดกันดั้ม X ของริค อาเลอร์มาเก็บข้อมูลได้ก็ปรับปรุงจนไม่มีปัญหาอีก กลุ่มแบล็คฮอร์เนทยังได้ปรับปรุงรูปแบบของดิคเซมฮอร์เนทต่อไปโดยเน้นการใช้งานแซทเทอไลท์แคนน่อนคือ RMS-012-10 ดิคเซมโหมด X โดยได้ปรับปรุงโครงสร้างให้ผอมเพรียวคล้ายกับกันดั้มรวมถึงใช้เซนเซอร์แบบสองตาแทนโมโนอาย เครื่องกำเนิดสนามพลังนั้นย้ายมาไว้ที่หน้าอกซึ่งทำให้ป้องกันส่วนลำตัวได้ดีขึ้น แผงแปลงพลังงานนั้นย้ายมาติดไว้ด้าหลังแบบกันดั้ม X แซทเทอไลท์แคนน่อนนั้นเปลี่ยนมาเป็นแบบติดไว้กับเอวเพื่อคล่องตัวขึ้น และมีอาวุธเสริมเป็นบีมซอร์ด ดิคเซมโหมด X ยังมีแฟลชซิสเต็มแบบกันดั้มและมีระบบ Nซิสเต็มที่สามารถกระตุ้นให้คนธรรมดามีสัมผัสและพลังจิตแบบนิวไทป์ได้แต่มีผลข้างเคียงที่ทำให้เซลล์สมองเสื่อมสภาพ ซึ่งในตอนที่เอดิน ซัคฮาใช้ต่อสู้กับพวกริค อาเลอร์นั้นก็ได้ดัดแปลงดิคเซมฮอร์เนทเป็นแบบบังคับด้วยแฟลชซิสเต็มเหมือน Gบิท และทาสีพิเศษเลมูเรสซึ่งทำให้ดิคเซมโหมด X กับบิทดิคเซมพรางตัวกับสภาพแวดล้อมเหมือนล่องหนได้และไม่มีปฏิกิริยากับเรดาร์ แต่เนื่องจากสีเลมูเรสนั้นเพียงแต่แปลงสีให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเท่านั้นจึงยังคงมีเงาของตัว MS ให้สังเกตเห็นได้

rms-019r.jpg

RMS-019R Crouda Lancerow Custom

rms-012-10.jpg

RMS-012-10 Decsem Mode X

First appearance After War Gundam X: Under the Moonlight

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License