เพลไรเดอร์
rx-80pr.jpg

RX-80PR Pale Rider

First appearance Mobile Suit Gundam Side Story: Missing Link
Designer Kyoshi Takigawa
Head height 18 m
Base weight 43.7 t Full weight 56.7 t
Armor luna titanium alloy
Powerplant Minovsky type ultracompact fusion reactor
Power output 1570 kW
Special feature HADES
Armaments

  • beam saber
  • vulcan gun
  • 90 mm machine gun
  • beam gun
  • hyper beam rifle
  • 180 mm cannon
  • rocket launcher
  • giant gatling gun
  • spike shield

MSรุ่นต้นแบบในโครงการลับของสหพันธ์โลกซึ่งใช้เทคโนโลยี MSขั้นสูงสุดของสหพันธ์ในขณะนั้นเพื่อเตรียมผลิตจำนวนมากในอนาคต โครงสร้างหลักของเพลไรเดอร์นั้นดัดแปลงมาจากของจิมสไนเปอร์ทูว์ ส่วนอาวุธนั้นนอกจากอาวุธมาตรฐานแล้วยังใช้แฮนด์บีมกัน ไฮเปอร์บีมไรเฟิล และไจแอนท์แก็ตลิงของกันดั้ม G05 กับปืนใหญ่ 180 มม.ของกันดั้มภาคพื้นดินด้วย โล่ที่ใช้เป็นแบบเดียวกับของจิมสไตรเกอร์ เพลไรเดอร์นั้นมีฮาร์ดพอยน์อยู่มากมายเพื่อให้สามารถถอดเปลี่ยนอุปกรณ์ตามการใช้งานให้มีสมรรถนะสูงสุดทั้งบนโลกและในอวกาศ แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการผลิตสูงมากจึงไม่มีการผลิตจำนวนมากจริง สถาบันออกัสตานั้นใช้เพลไรเดอร์ในการทดลองติดตั้ง HADES (Hyper Animosity Detect Estimate System) ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนาจากข้อมูล EXAMของบลูเดสทินีซึ่งได้มาจากศจ.ครุสต์ โมเซส HADESนั้นนอกจากจะเร่งสมรรถนะเครื่องและช่วยในการบังคับแล้วยังใช้สารเคมีเพื่อกระตุ้นระบบประสาทของนักบินให้ปฏิกิริยาตอบสนองสูงขึ้น ซึ่งออกัสตาได้ใช้ข้อมูลของ HADESไปพัฒนาต่อมาเป็นการสร้างมนุษย์ดัดแปลงในภายหลัง นักบินของเพลไรเดอร์ก็คือ คลอ โครเช ซึ่งการใช้งาน HADESอย่างต่อเนื่องนั้นส่งผลกับสมองจนเธอมีอาการความจำเสื่อม และในการต่อสู้ที่อบาวอากู เพลไรเดอร์กับคลอก็ถูกหน่วยรบของซีอ้อนจับตัวไว้ได้และพาไปยังแอ็กซิสด้วย

รุ่นทดลองผลิตของเพลไรเดอร์ก่อนจะหยุดไปนั้นก็คือ RX-80PR2 เพลไรเดอร์คาร์วัลรี โดยตั้งลิมิเตอร์ให้ HADES เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ทั้งยังลดจำนวนฮาร์ดพอยน์ตามตัวเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการผลิตลง เพลไรเดอร์คาร์วัลลีเครื่องหนึ่งนั้นได้ส่งไปให้หน่วยสเลฟเรธใช้ในอวกาศแทนสเลฟเรธ ซึ่งเพลไรเดอร์คาร์วัลลีเครื่องนี้มีบีมลันเชอร์"เชคินาห์" ซึ่งนอกจากบีมลันเชอร์ขนาดใหญ่แล้วยังมีปืนกลแก็ตลิ่งขนาดใหญ่กับไมโครมิสไซล์ลันเชอร์ติดไว้ด้วย หลังสงครามหนึ่งปีนั้นก็มีการพัฒนาเพลไรเดอร์ต่อมาเป็น RX-80PR-3 เพลไรเดอร์ดูลาฮาน และในปี 0084 สถาบันออกัสตาก็ได้ออกแบบ RX-80PR-4 เพลไรเดอร์ Dทูว์ ให้ทิทานส์เพื่อใช้เก็บขอ้มูลพัฒนา MSรุ่นใหม่แทนจิมเควลโดยใช้ชิ้นส่วนที่ทันสมัยขึ้นอย่างเช่นค็อกพิตแบบพาโนรามิก

เพลไรเดอร์ของคลอนั้นต่อมาก็ได้รับการปรับปรุงจากนีโอซีอ้อนเป็น AMX-018[HADES] ทอริสริตเตอร์ เนื่องจากได้ทำการยกเครื่อง MSสมัยสงครามหนึ่งปีให้เป็น MSสมัยใหม่ซึ่งต้องเปลี่ยนโครงสร้างมาเป็นมูฟเอเบิลเฟรมทั้งตัวจึงเรียกได้ว่าเป็นการสร้างใหม่ยกเว้นเพียงภายในส่วนหัวซึ่งเก็บ HADESไว้เท่านั้น แบ็คแพ็คด้านหลังนั้นนอกจากจะเป็นระบบขับเคลื่อนกับถังเชื้อเพลิงแล้วยังมีเครื่องยนต์เสริมติดไว้ รวมทั้งยังมีไฮเปอร์บีมเซเบอร์กับอินคอมซึ่งดัดแปลงโดยติดไทรเบลดของไดรเซนเข้าไปด้วย ซึ่ง HADESจะทำหน้าที่บังคับอินคอมกับแขนกลสำหรับใช้ไฮเปอร์บีมเซเบอร์ ที่แขนมีบีมเซเบอร์ซึ่งใช้เป็นบีมกันได้ และยังใช้ปืนไฮเปอร์นัคเคิลบัสเตอร์ของกาโซวมกับโล่ของบาวู ทอริสริตเตอร์นั้นออกปฏิบัติการหลังสงครามนีโอซีอ้อนครั้งที่หนึ่งในภารกิจกวาดล้างกลุ่มกบฏของเกรมีที่เหลืออยู่ โดยมีคลอเป็นนักบินตามเดิม

rx-80pr-4.jpg

RX-80PR-4 Pale Rider DII

First appearance Anaheim Laboratory Log
Designer Kyoshi Takigawa
Head height 18 m
Base weight 43.7 t Full weight 56.7 t
Armor gundarium alloy composite
Powerplant Minovsky type ultracompact fusion reactor
Armaments

  • beam saber
  • beam rifle
  • 'Shekinah' combined beam launcher
  • shield
Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License