เลเบอร์ชาฟท์อื่นๆ
type-7.jpg

Type-7B/2B Brocken

First appearance Mobile Police Patlabor
Designer Yutaka Izubuchi
Overall height 8.68 m
Base weight 8.23 t Full weight 8.92 t
Armor high-tension steel
Armaments

  • 40 mm machine gun
  • 105 mm cannon
  • anti-tank missile launcher
  • smoke discharger

เลเบอร์ที่ชาฟท์เอนเตอไพรส์สาขายุโรปพัฒนาขึ้นให้ NATO เพื่อใช้ป้องกันพรมแดนของเยอรมันตะวันตก บร็อคเคนนั้นพัฒนามาจากกราวแบร์และนับได้ว่าเป็นเลเบอร์ทหารที่แข็งแกร่งที่สุดของยุโรป บร็อคแคนรุ่นที่แพร่หลายก็คือรุ่น Type-7B/2B มีเกราะที่หนาและกำลังมาก มือเป็นแบบสามนิ้วแต่ก็ออกแบบให้ใช้อาวุธมือถือรวมถึงอาวุธหนักอย่างปืนใหญ่ได้ ความคล่องตัวของบร็อคเคนยังนับว่าสูงทีเดียวเมื่อเทียบกับเกราะอีกทั้งยังสามารถปรับแต่งได้มาก เนื่องจากเกราะของบร็อคเคนนั้นปิดมิดชิดจึงสามารถปรับแต่งใช้ในน้ำได้แม้สมรรถนะจะลดลง ชาฟท์สาขาญี่ปุ่นนั้นได้ลักลอบนำบร็อคเคนเข้ามาในญี่ปุ่นเพื่อใช้หลอกล่ออินแกรมให้ออกมาต่อสู้ด้วยและเก็บข้อมูลไปพัฒนากริฟฟอน


type-r13x.jpg

Type-R13X Phantom

First appearance Mobile Police Patlabor
Designer Yutaka Izubuchi
Overall height 8.6 m
Base weight 9.5 t Full weight 9.98 t
Armor carbon fiber reinforced metal
Armaments

  • laser cannon

เลเบอร์ทหารรุ่นทดลองของชาฟท์เอนเตอไพรส์ แฟนธอมนั้นได้รับการพัฒนาเพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเลเบอร์ในสงครามอิเล็กทรอนิกส์และไม่มีค็อกพิตในตัวแต่ติดตั้งอุปกรณ์ ECMไว้แทนซึ่งสามารถรบกวนระบบสื่อสารและการทำงานของเลเบอร์ที่อยู่ใกล้เคียงได้ ตัวแฟนธอมเองนั้นจะใช้การควบคุมระยะไกลจากภายนอก แฟนธอมยังเป็นเลเบอร์เครื่องแรกที่ติดตั้งปืนเลเซอร์เป็นอาวุธ เกราะของแฟนธอมนั้นหนาจนสามารถทนกระสุนปืนลูกโม่ของอินแกรมได้และยังมีกำลังมาก แต่เนื่องจากหนักมากจึงไม่คล่องตัวนักทำให้ต่อสู้ในระยะประชิดตัวได้ลำบากและต้องมีเลเบอร์เครื่องอื่นสนับสนุน แฟนธอมนั้นได้ปะทะกับอินแกรมสองครั้ง โดยในครั้งที่สองซึ่งแฟนธอมได้เข้าโจมตีการฝึกซ้อมของกองกำลังป้องกันตัวเองนั้น โอสุมะ ชิโนฮาระก็ได้เอาอินแกรมหมายเลข 3ซึ่งได้รับการแต่งสำหรับใช้งานอิเล็กทรอนิกส์เหมือนกันออกมาช่วยพวกโนอาและจัดการกับแฟนธอมได้ ซึ่งทำให้ชาฟท์ประเมินว่าความสามารถในการต่อสู้ด้วยตนเองนั้นมีความสำคัญมากและยกเลิกโครงการแฟนธอมพร้อมกับใช้ข้อมูลไปพัฒนากริฟฟอนแทน


sr-70.jpg

SR-70 Saturn

First appearance Patlabor on Television
Designer Yutaka Izubuchi
Overall height 7.9 m
Base weight 6.05 t Full weight 6.65 t
Armor fiber reinforced plastic, carbon fiber reinforced metal
Armaments

  • stun knife
  • 42 mm auto cannon
  • 'Stun Veil' shield

เดิมทีนั้น แผนกยานพาหนะพิเศษ 1 ได้เตรียมนำเลเบอร์รุ่นใหม่ของบริษัทโตโยฮาตะออโตซึ่งเป็นผู้ผลิตหน้าใหม่ในตลาดเลเบอร์เข้าประจำการแทนไพธอนที่ล้าสมัยมากแล้ว โดยโตโยฮาตะได้ให้หน่วย 1 นำเครื่องต้นแบบคือ SRX-70 หนึ่งเครื่องไปใช้งานก่อนเข้าประจำการจริงพร้อมกับที่ทีมงานของโตโยฮาตะจะทำหน้าที่ซ่อมบำรุงให้ทั้งหมดด้วย สมรรถนะ SRX-70 นั้นนับว่าอยู่ในระดับเดียวกับอินแกรม ข้างคอทั้งสองด้านของ SRX-70 เป็นช่องเก็บอาวุธซึ่งข้างซ้ายนั้นสามารถเปิดขึ้นยิงปืนวัลแคน 20 มม. ส่วนข้างขวาใช้เก็บปืนอัตโนมัติ 42 มม.ซึ่งมีอานุภาพสูงกว่าปืนลูกโม่ของอินแกรม และที่จริงนั้นก็นับว่าใช้อาวุธหนักกว่าที่จำเป็นในภารกิจปราบปรามอาชญากรรมทั่วๆไป แต่ในที่สุดนั้น ชิโนบุ นางุโมะ ผบ.ของหน่วย 1 ก็ได้คืน SRX-70 ไปพร้อมกับยกเลิกการนำเข้าประจำการแทนไพธอนหลังจากที่ทราบความจริงว่าบริษัทโตโยฮาตะออโตนั้นเป็นเพียงบริษัทหน้าฉากที่รับจ้างประกอบชิ้นส่วนให้บริษัทชาฟท์เอนเตอไพรส์สาขาญี่ปุ่นเท่านั้น และที่ให้หน่วย 1 นำ SRX-70 มาใช้งานก็เพื่อแอบเก็บข้อมูลการใช้งานไปพัฒนาเป็นเลเบอร์ทหาร

เมื่อโตโยฮาตะและชาฟท์ได้ทำการผลิตเชิงพาณิชย์เป็น SR-70 แซทเทิร์น นั้นก็ได้ส่งมอบให้บริษัทรักษาความปลอดภัยโฮริเซคิวริตีซิสเต็ม (HSS)เป็นจำนวน 20 เครื่อง เนื่องจากให้บริษัทเอกชนใช้งานจึงไม่มีปืนวัลแคนอีกและปืนอัตโนมัติก็เป็นอุปกรณ์เสริมที่ปกติแล้วจะไม่นำมาใช้งาน แต่ที่ไหล่ซ้ายนั้นมีมีดซึ่งมีระบบปล่อยไฟฟ้าแบบพลองไฟฟ้าของเลเบอร์ตำรวจจึงสามารถทำให้วงจรของเลเบอร์ศัตรูลัดวงจรได้หลังจากที่แทงทะลุเกราะแล้ว แซทเทิร์นยังมีโล่ป้องกันตัวซึ่งก็มีระบบปล่อยไฟฟ้าด้วยเช่นกัน สมรรถนะของแซทเทิร์นซึ่งเดิมพัฒนาเป็นเลเบอร์ทหารนั้นนับได้ว่าเป็นเลเบอร์รักษาความปลอดภัยของเอกชนที่แข็งแกร่งที่สุด


type-6q2c.jpg

Type-6Q/2C Chimaera

First appearance Patlabor on Television
Designer Yutaka Izubuchi
Overall height 7 m
Base weight 6.9 t Full weight 7.3 t
Armor high-tension steel
Armaments

  • 40 mm machine cannon

เลเบอร์ทหารที่ชาฟท์เอนเตอไพรส์สาขายุโรปพัฒนาขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ Type-5Q/2C กราวแบร์และใช้โครงสร้างแบบเดียวกัน แต่ในขณะที่กราวแบร์เป็นเลเบอร์ทำงานทั่วไปที่เน้นด้านกำลัง คิวไมราที่เป็นเลเบอร์ทหารนั้นออกแบบให้มีความคล่องตัวสูง ส่วนลำตัวโค้งและรวมเอาส่วนหัวไว้กับลำตัว มือเป็นแบบกรงเล็บและสามารถติดอาวุธได้โดยมีอาวุธหลักเป็นปืนกล 40 มม.ที่ติดไว้ด้านบน เดิมทีนั้นชาฟท์ตั้งใจจะผลิตคิวไมราออกจำหน่ายทั่วไปแต่หลังจากที่ฝ่ายการตลาดคัดค้านว่าจะเป็นการตัดยอดขายกันเองก็ได้ยกเลิกสายการผลิตเหลือไว้เพียงสำหรับให้หน่วยรักษาความปลอดภัยในสังกัดใช้งานเองเท่านั้น

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License