บลาสตี

SPEX-07 Blassty

First appearance Cruise Chaser Blassty
Special feature point deflector, impulse drive, bias drive
Armaments

  • arm laser
  • beak maneuver

หุ่นยนต์รุ่นต้นแบบที่เดิมนั้นได้รับการออกแบบสำหรับการสำรวจอวกาศระหว่างดวงดาว แต่การพัฒนาบลาสตีนั้นถูกระงับไปจากที่ประเมินว่ายังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถสร้างให้ใช้งานได้จริง จนกระทั่งโรเบิร์ท ซาวากิได้ทำการปรับแต่งบลาสตีด้วยเทคโนโลยีที่เรียนรู้จากโครงการ SPEX (SPeical EXperiment) ขององค์กรตรวจสอบภายในซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาครูสเชสเซอร์ให้เป็นอาวุธที่เหนือกว่าหุ่นยนต์แบบยานที่เรียกว่าเชสเซอร์ซึ่งใช้งานเป็นหลักอยู่แล้ว จึงได้นำกลับมาพัฒนาต่อจากที่เห็นว่าเหมาะกับภารกิจสอดแนมเดี่ยวเป็นเวลานาน บลาสตีนั้นเป็นครูสเชสเซอร์เครื่องแรกที่สามารถแปลงร่างจากร่างยาน (ครูสฟอร์ม) เป็นร่างหุ่นยนต์แบบมนุษย์ (สเปเชียลฟอร์ม) ที่คล่องตัวกว่า ครูสเชสเซอร์นั้นยังคงคุณสมบัติพื้นฐานของเชสเซอร์คืออิมพัลส์ไดรฟ์ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนแบบเครื่องยนต์นิวเคลียร์และระบบต้านแรงโน้มถ่วง อิมพัลส์ไดรฟ์ของบลาสตีนั้นเป็นทรงกลมสองลูกที่อยู่ด้านหลังซึ่งสามารถหมุนปรับทิศทางได้รอบตัวจึงแทบไม่จำเป็นต้องติดตั้งเวอเนียร์ปรับทิศทางเพิ่มเลย ทั้งยังติดตั้งพอยน์ดีเฟลคเตอร์ที่สามารถแผ่บาเรียร์ต้านพลังงานได้ โครงสร้างของบลาสตีที่เดิมนั้นออกแบบให้เดินทางระหว่างดวงดาวได้ยังมีความทนทานสูงมากและสามารถใช้สนามแม่เหล็กดึงเอาทรัพยากรในอวกาศอย่างฝุ่นคอสมิกมาใช้เป็นพลังงานฉุกเฉินได้ด้วย บลาสตีมีห้องพักผู้โดยสารแยกจากค็อกพิตให้นักบินกับผู้ช่วยสามารถใช้ชีวิตในห้องพักของบลาสตีเป็นเวลานานได้ซึ่งรวมถึงมีระบบนำของเสียกลับมาใช้เป็นน้ำและอาหารสังเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพกับเฟลกซิเบิลชาวเวอร์รูมที่มีอุปกรณ์สำหรับใช้เป็นทั้งห้องน้ำ สุขา และเครื่องซักผ้าได้ในห้องเดียว ขาของบลาสตียังติดตั้งระบบขับเคลื่อนแบบแบล็คโฮลจำลอง ไบอัสไดรฟ์ ที่สามารถเร่งความเร็วในระดับใกล้เคียงความเร็วแสงได้ แต่ไบอัสไดรฟ์นั้นยังเป็นอุปกรณ์ทดลองซึ่งจากความตึงเครียดของนักบินขณะที่ขับเคลื่อนด้วยไบอัสไดรฟ์นั้นก็นับว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายได้ ปกติแล้วเมื่อใช้งานไบอัสไดรฟ์จึงใช้ระบบอัตโนมัติส่วนนักบินก็ไปนอน ที่แขนทั้งสองข้างของบลาสตีนั้นติดปืนเลเซอร์ที่เป็นอาวุธหลักและเมื่อเทียบกับเชสเซอร์แล้วการติดปืนไว้ที่แขนก็มีขอบเขตการยิงที่กว้างกว่ามาก และที่แบ็คแพ็คก็มีปืนใหญ่ บีคมานูเวอร์ ซึ่งเป็นปืนเลเซอร์ขนาดใหญ่ที่สามารถใช้ยิงกระสุนตอปิโดได้ และก็สามารถยิงออกไปเป็นปืนปรมาณูที่มีอานุภาพสูงมากได้ ปกติแล้วบีคมานูเวอร์จะติดไว้กับแขนกลแต่ก็สามารถดึงออกมาเป็นปืนมือถือได้ และก็สามารถประกอบกับอิมพัลส์ไดรฟ์ให้แยกออกไปเป็นยานบังคับระยะไกลได้ด้วย

นักบินทดสอบของบลาสตีนั้นก็คือ คริสตี ซึ่งตื่นจากโคลด์สลีปหลังจากที่หลับไปตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สามเมื่อ 80 ปีก่อน ผลข้างเคียงของระบบโคลด์สลีปนั้นทำให้คริสตีความจำเสื่อมและง่วงนอนบ่อย เมื่อคริสตีทราบว่าองค์กรตรวจสอบภายในมีข้อมูลของตนเองเก็บไว้อย่างลับๆในแกรนด์คอมพิวเตอร์บนดวงจันทร์ก็ได้ตัดสินใจใช้บลาสตีบันทึกข้อมูลจากแกรนด์คอมพิวเตอร์และหลบหนีเพื่อค้นหาอดีตของตนเอง แต่กลายเป็นว่าคริสตีที่บันทึกข้อมูลมาเกือบทั้งหมดจากที่ไม่มีเวลาค้นข้อมูลของตนเองนั้นทำให้ได้ข้อมูลลับขององค์กรตรวจสอบภายในซึ่งรวมถึงแผนการยึดครองอาณานิคมในระบบสุริยะที่อยู่นอกการควบคุมขององค์กรไปด้วย ทำให้คริสตีกับบลาสตีกลายเป็นเป้าหมายที่ถูกไล่ล่าเพื่อกำจัดทิ้ง คริสตีที่หลบหนีการตามล่าไปเข้ากับกลุ่มแพนโดราที่ต่อต้านการควบคุมขององค์กรตรวจสอบภายในนั้นได้ลักพาตัว เฟรดดี ซาวากิ นักเรียนมัธยมปลายที่ไม่พอใจการควบคุมขององค์กรตรวจสอบภายในหลังจากที่ไปพบห้องสมุดลับของโรงเรียนและได้เห็นสื่อต้องห้ามถึงสมัยที่ประชาชนยังมีอิสระจากองค์กรตรวจสอบภายในอยู่ให้มาเป็นนักบินผู้ช่วย

ครูสเชสเซอร์ที่พัฒนาต่อจากบลาสตีนั้นก็คือ SPEX-08 ชิกุริฟอน ซึ่งได้รับการออกแบบเป็นอาวุธสงครามและเตรียมทำการผลิตจำนวนมากเพื่อใช้เป็นไพ่ตายตามแผนขององค์กรตรวจสอบภายในแต่แรกรวมถึงตั้งใจให้สามารถใช้งานแบบไร้คนบังคับได้ด้วย โครงสร้างของชิกุริฟอนจึงออกแบบให้เรียบง่ายและทำให้ความทนทานสูงไปด้วย ค็อกพิตของชิกุริฟอนนั้นเวลาแปลงร่างเป็นสเปเชียลฟอร์มจะมีเกราะป้องกันไว้ มือของชิกุริฟอนมีหกนิ้วโดยมีนิ้วโป้งอยู่ทั้งสองด้าน นอกจากเลเซอร์ติดแขนแล้วที่ไหล่ทั้งสองข้างยังมีปืนเลเซอร์ขนาดใหญ่ที่สามารถใช้นิงตอร์ปิโดกับปรมณูได้เหมือนบีคมานูเวอร์ของบลาสตีจึงนับได้ว่ามีพลังในการต่อสู้ที่สูงกว่า นักบินทดสอบของชิกุริฟอนคือเอเดรียน กริดนั้นเคยต่อสู้กับคริสตีระหว่างการทดสอบมาก่อนและต่อมาก็ได้รับเครื่อแรกเริ่มงผลิตมาให้ใช้ในการตามล่าบลาสตี ซึ่งชิกุริฟอนรุ่นผลิตจริงนี้จะทาสีขาวแต่เอเดรียนได้ทาสีดำตามเครื่องรุ่นต้นแบบที่ตัวเองเคยใช้แทนเพื่อให้ต่างจากเครื่องของมานิเอล โรมานอฟที่ร่วมในภารกิจเดียวกัน

ในภาควีดีโอเกมดั้งเดิมนั้น บลาสตีเป็นหุ่นยนต์ของนักล่าค่าหัวในสังกัดอิงเคอร์มาร์สที่ต่อสู้กับกองโจรอินเวิร์สให้กลุ่มคอมมูนซึ่งเป็นผู้ควบคุมสถานีอวกาศออนดีนาที่เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรมนุษย์กว่า 90% และเป็นครูสเชสเซอร์รุ่นทดลองที่มีเพียงเครื่องเดียวซึ่งสามารถแปลงร่างระหว่างโหมดยาน (ชูตเตอร์) กับหุ่นยนต์แบบมนุษย์ (กันเนอร์) ได้ ระบบเก็บข้อมูลแบบตลับภายในตัวของบลาสตีนั้นทำให้สามารถถอดเปลี่ยนชิ้นส่วนทั้งระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องยนต์ และอาวุธทั้งหมดได้โดยง่าย

blassty-gunner.jpg

Blassty

Designer Mika Akitaka

blassty-shooter.jpg

Shooter Form

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License