อื่นๆ
spha-t.jpg

Self-Propelled Heavy Artillery

First appearance Star Wars Episode II: Attack of the Clones
Length 140.2 m
Armaments

  • turbolaser
  • ion cannon
  • anti-vehicle laser gun
  • concussion missile launcher
  • mass-driver cannon
  • anti-personal blaster gun

หนึ่งในวอล์คเกอร์ที่สาธารณรัฐกาแล็กติกพัฒนาขึ้น SPHAนั้นเป็นวอล์คเกอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเน้นการใช้งานเป็นเหมือนป้อมปืนใหญ่เคลื่อนที่มากกว่าจะใช้ลำเลียงทหารโคลน แต่ก็สามารถบรรทุกทหารโคลนได้ 30 นายซึ่งมีหน้าที่ป้องกัน SPHA จากภาคพื้นดินหลังจากที่เข้าประจำตำแหน่งแล้ว SPHAมีขา 12 ข้างและมีเกราะที่หนามาก รุ่นที่แพร่หลายที่สุดก็คือ SPHA-T ซึ่งติดตั้งเทอร์โบเลเซอร์ที่มีพลังทำลายสูงพอๆกับที่ยานรบใช้เป็นอาวุธหลักแต่ไม่มีกลไกให้หันได้แบบป้อมปืน และเนื่องจาก SPHAนั้นขยับได้ช้ามากจึงไม่มีทางยิงเป้าหมายที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วได้ แต่ SPHAก็สามารถติดตั้งอาวุธแบบอื่นๆได้ตามสถานการณ์ คือ SPHA-I ซึ่งติดตั้งปืนใหญ่อิออน SPHA-V ซึ่งติดตั้งปืนเลเซอร์ต่อต้านยานพาหนะ SPHA-M ซึ่งติดตั้งปืนแมสไดรเวอร์ และ SPHA-C ซึ่งติดตั้งมิสไซล์ลันเชอร์ ทำให้สามารถยิงเป็นแนวโค้งเพื่อสนับสนุนการโจมตีภาคพื้นดินได้ SPHAยังสามารถตืดตั้งปืนบลาสเตอร์ต่อต้านทหารราบ 12 กระบอกไว้ป้องกันตัวได้ ในช่วงสงครามโคลนนั้น นอกจากจะใช้ต่อสู้ในภาคพื้นดินแล้ว บางครั้งยานพิฆาตดาราจะเก็บ SPHA-T ไว้ในโรงเก็บเพื่อใช้เป็นป้อมปืนเสริม เมื่อสถาปนาจักวรรดิกาแล็กติกแล้วก็ยังมีการใช้งาน SPHAอยู่ จนกระทั่งถูกปลดระวางไปเมื่อจักวรรดิได้พัฒนา SPMA (Self-Propelled Medium Artillery) ซึ่งปรับปรุงโครงสร้างและโลหะผสมที่ใช้ทำเกราะจนมีขนาดเล็กลงและคล่องตัวมากขึ้น แต่ยังสามารถบรรทุกเทอร์โบเลเซอร์ได้เหมือนเดิม


vulture.jpg

Vulture

First appearance Star Wars Episode II: Attack of the Clones
Length 6.96 m
Armor alclad alloy
Armaments

  • blaster cannon
  • energy torpedo
  • discord missile

แบทเทิลดรอยด์ของสหพันธ์พ่อค้า วัลเจอร์นั้นได้รับการออกแบบให้ใช้งานแบบยานขับไล่ไร้คนบังคับซึ่งสามารถบินในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ได้ด้วยความเร็วถึง 1200 กม.ต่อชั่วโมงและทำการผาดโผนที่นักบินไม่สามารถทำได้ วัลเจอร์มีจุดเด่นที่ส่วนปีกทั้งสองซึ่งสามารถกางออกได้โดยเมื่อบินตามปกตินั้นจะหุบปีกไว้และเมื่อจะทำการต่อสู้จึงกางปีกออกให้ใช้งานบลาสเตอร์แคนน่อนที่อยู่ในปีกได้ วัลเจอร์ยังสามารถพับหันปีกลงแล้วใช้เป็นขาสำหรับเดินได้โดยในสภาพนี้ส่วนหัวจะยื่นออกมาจากลำยาน นอกจากจะใช้สนับสนุนกำลังภาคพื้นดินแล้วก็ยังใช้เกาะไปตามด้านนอกของยานแม่เพื่อให้สามารถออกปฏิบัติการในอวกาศได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะที่ปฏิบัติการภาคพื้นดินนั้นบลาสเตอร์แคนน่อนจะหันลงหาพื้นจึงใช้ในการต่อสู้ไม่ได้และต้องใช้ตอร์ปิโดพลังงานสองกระบอกที่ลำตัวเป็นอาวุธหลักแทน วัลเจอร์นั้นมีเชื้อเพลิงพอให้ปฏิบัติการได้เพียง 35 นาทีเท่านั้น แต่ปกติแล้วสมาพันธ์ดวงดาวอิสระจะใช้งานวัลเจอร์เป็นจำนวนมากทำการโจมตีเป็นระลอกเพื่อผลัดกันเติมเชื้อเพลิง วัลเจอร์นั้นถูกโปรแกรมให้ทำลายตัวเองหากว่าการเชื่อมต่อกับยานควบคุมถูกตัดขาด ในช่วงสงครามโคลนนั้นสหพันธ์พ่อค้าได้เข้าร่วมกับสมาพันธ์ดวงดาวอิสระและระหว่างสงครามนี้วัลเจอร์ก็ได้รับการปรับปรุงโดยเปลี่ยนเครื่องยิงตอร์ปิโดพลังงานเป็นมิสไซล์ลันเชอร์แทน ปกติแล้ววัลเจอร์จะใช้ดิสคอร์ดมิสไซล์ซึ่งใช้ในการส่งดรอยด์นักวินาศกรรมเข้าไปถึงยานของศัตรู


aat.jpg

Armored Assault Tank

First appearance Star Wars Episode I: The Phantom Menace
Length 9.75 m
Armaments

  • anti-personnel blaster
  • laser blaster
  • heavy laser cannon
  • energized shell projectile launcher

รถถังแบบลอยตัวของสหพันธ์พ่อค้า มีเกราะที่ด้านหน้าหนาจนใช้พุ่งชนและพังกำแพงได้ AATนั้นใช้หุ่นดรอยด์สี่ตัวบังคับโดยตัวหนึ่งจะทำหน้าที่ผู้บัญชาการและบังคับปืนเลเซอร์หลักที่ป้อมปืนด้านบน ส่วนพลขับกับพลปืนอีกสองตัวจะอยู่ในตัวเครื่อง ซึ่งนอกจากปืนเลเซอร์หลักแล้ว AATยังมีอาวุธเป็นเลเซอร์กระบอกเล็กกับปืนบลาสเตอร์ต่อต้านบุคคลอย่างละสองกระบอก ที่ฐานมีเครื่องยิงกระสุนพลังงานหกลำกล้องซึ่งใช้ยิงกระสุนหุ้มด้วยพลาสมาเพื่อให้ต้านลมน้อยลงและมีความเร็วกับพลังทำลายสูงขึ้นไปด้วย AATนั้นจะบรรจุกระสุนไว้สามแบบ คือ ระเบิดบังเกอร์บัสเตอร์สำหรับใช้ทำลายสิ่งปลูกสร้าง กระสุนเจาะเกราะสำหรับทำลายรถถัง และกระสุนพลังงานสูงสำหรับใช้โจมตีเป้าหมายทั่วไป ส่วนฐานของ AATนั้นได้รับการออกแบบให้ถอดเปลี่ยนได้ง่าย เมื่อยิงจนกระสุนหมดแล้วจึงสามารถเปลี่ยนได้ที่ยานลำเลียง ระบบลอยตัวของ AATนั้นมีความเร็วสูงทีเดียวแม้จะเทียบกับยานสปีดเดอร์ไม่ได้ จุดด้อยของ AATนั้นอยู่ที่ระบบลอยตัวนั้นไม่สามารถฝ่าเข้าไปในสนามพลังได้ AATนั้นเป็นกำลังหลักในการรุกรานดาวนาบู ซึ่งเมื่ออนาคิน สกายวอล์คเกอร์หยุดการทำงานของหุ่นดรอยด์ทั้งหมดโดยทำลายยาควบคุมก็มี AATถูกยึดไปมากมาย และเมื่อสหพันธ์พ่อค้าเข้าร่วมกับสมาพันธ์ดวงดาวอิสระในสงครามช่วงสงครามโคลนก็ยังคงใช้งาน AATอยู่โดยได้ทาสีใหม่และเพิ่มเลเซอร์เสริมเป็นสี่กระบอก แม้แต่หลังสงครามโคลน จักวรรดิกาแล็กติกก็ยังคงมี AATประจำการอยู่โดยใช้สตอร์มทรูเปอร์บังคับแทนหุ่นดรอยด์


mtt.jpg

Multi-Troop Transport

First appearance Star Wars Episode I: The Phantom Menace
Length 31 m
Armaments

  • twin blaster cannon

ยานลอยตัวลำเลียงทหารดรอยด์ของสหพันธ์พ่อค้า MTTนั้นมีขนาดใหญ่มากและมีเกราะด้านหน้าที่หนาจนสามารถชนทะลุกำแพงได้ ในตัว MTTนั้นสามารถบรรทุกทหารดรอยด์รุ่น B1พร้อมบลาสเตอร์ไรเฟิลได้ 112 ตัว หรือดรอยด์เดกา 20 ตัว โดยล็อกไว้กับราวที่สามารถเลื่อนเข้าออกได้ด้วยระบบไฮดรอลิก เมื่อไปถึงที่หมายแล้ว MTTก็จะเปิดด้านหน้าออกแล้วยื่นราวออกไปเพื่อให้ทหารดรอยด์เข้าสู่สนามรบได้โดยตรง ในช่วงแรกนั้นจะบรรทุกทหารดรอยด์ไปในสภาพที่พับไว้เพื่อให้บรรทุกได้มาก แต่ในช่วงสงครามโคลนก็ได้ออกแบบใหม่ให้อยู่ในท่ายืนเพื่อให้ออกรบได้เร็วขึ้น MTTนั้นติดตั้งป้อมปืนบลาสเตอร์แฝดไว้ด้านหน้าสองป้อม MTTจึงเหมาะกับการนำกองกำลังบุกทะลวงเป็นแนวหน้ามาก โดยหลังจากส่งทหารดรอยด์ออกไปแล้วก็จะทำการยิงสนับสนุนต่อ นอกจาก MTTแล้ว สหพันธ์พ่อค้ายังได้ใช้ยานลำเลียงพลอีกแบบคือ Platoon Attack Craft โดยดัดแปลงมาจากยานบรรทุกของพลเรือนแต่ติดราวของ MTTเข้าไป PACนั้นสามารถบรรทุกทหารดรอยด์ได้เท่ากับ MTT แต่มีขนาดเล็กกว่าและไม่มีเกราะป้องกันหรืออาวุธทำให้มีความเร็วสูงกว่า PACนั้นไม่สามารถใช้เป็นแนวหน้าได้ จึงใช้ลำเลียงพลในพื้นที่ที่ควบคุมไว้แล้วหรือมีกำลังคุ้มกันไปด้วย และเมื่อปล่อยทหารดรอยด์ไปแล้วก็จะถอนตัวออกจากบริเวณนั้น ทั้ง MTTและ PACนั้นใช้งานครั้งแรกในการรุกรานดาวนาบูและมีการใช้งานต่อมาจนถึงสงครามโคลน เมื่อสงครามโคลนจบลงก็ไม่ปรากฏว่ามีการใช้งาน MTTอีก ส่วน PACนั้นมีที่ถูกพลเรือนเอาไปถอดราวออกแล้วใช้ขนส่งแบบปกติเหมือนเดิม


havw-a5.jpg

HAVw A5 Juggernaut

First appearance Star Wars Darksaber
Length 22 m
Armaments

  • medium blaster cannon turret
  • heavy laser cannon turret
  • heavy laser cannon
  • concussion grenade launchers turret

รถหุ้มเกราะขนาดใหญ่ที่สาธารณรัฐกาแล็กติกใช้งานในช่วงสงครามโคลนโดยพัฒนาต่อมาจากรุ่น A4 จักเกอร์น็อต A5นั้นสามารถบรรทุกทหารได้ห้าสิบนายพร้อมกับพาหนะขนาดเล็กอย่างยานสปีดเดอร์ ล้อขนาดใหญ่ของจักเกอร์น็อตนั้นสามารถแล่นบนทางเรียบได้ 160 กม.ต่อชั่วโมงแต่แทบใช้งานบนพื้นวิบากไม่ได้และยังเลี้ยวได้ยากมาก จักเกอร์น็อต A5จึงมีห้องพลขับทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพื่อให้ขับได้ง่ายขึ้น แต่ในสถานการณ์ชุลมุนที่พลขับไม่ได้สื่อสารกันให้ชัดเจนนั้นก็มักจะทำให้จักเกอร์น็อตติดเพราะเร่งเครื่องไปคนละทางได้ จักเกอร์น็อต A5ติดตั้งอาวุธไว้เป็นป้อมปืนเลเซอร์แคนน่อนหนักด้านหน้าหนึ่งกระบอก เลเซอร์แคนน่อนหนักด้านข้างอีกสองกระบอกสำหรับยิงด้านหลัง ป้อมบลาสเตอร์แคนน่อนด้านบน และป้อมยิงระเบิดอีกสองป้อม อาวุธทั้งหมดนั้นใช้พลปืนรวมหกคนแยกกันควบคุม จักเกอร์น็อตจึงสามารถโจมตีศัตรูได้รอบตัวโดยมีพลชี้เป้าอยู่ที่หอตรวจการณ์ด้านหลังคอยระบุตำแหน่งของเป้าหมายให้ แต่หอตรวจการณ์นี้ก็เป็นจุดที่ถูกยิงโจมตีจากภาคอากาศได้ง่ายด้วยเช่นกัน ในช่วงสงครามโคลนนั้นแม้ว่าจะมีการพัฒนารุ่น A6 เป็นกำลังหลักแล้ว จักเกอร์น็อต A5ก็ยังมีบทบาทโดยมักจะประจำการในแถบดวงดาวรอบนอก ซึ่งด้วยความผิดพลาดในการขนส่งจึงมีจักเกอร์น็อตหลุดไปอยู่ในการครอบครองของสมาพันธ์ดวงดาวอิสระและกองกำลังส่วนตัวของผู้ปกครองท้องถิ่นบ้าง หลังสงครามโคลน จักวรรดิกาแล็กติกก็ได้เริ่มปลดระวางจักเกอร์น็อตทั้งสองรุ่นเนื่องจากเน้นการใช้งานวอล์คเกอร์อย่าง AT-AT และ AT-ST แม้ว่าจักวรรดิจะขายจักเกอร์น็อตที่มีอยู่ไปให้กองกำลังท้องถิ่นและมีบางส่วนที่ถูกกลุ่มพันธมิตรยึดไปใช้ แต่ก็ไม่มีบทบาทสำคัญอีก ส่วนจักวรรดิเองนั้นได้พัฒนารุ่น A5-RXที่มีขนาดเล็กลงและใช้ตีนตะขาบให้วิ่งบนพื้นวิบากได้เพื่อใช้สำรวจดาวเคราะห์ห่างไกลความเจริญ กับรุ่น B5ซึ่งเน้นการขนส่งกำลังพลโดยติดเลเซอร์ไว้เพื่อยิงทำลายมิสไซล์ก่อนถึงตัวเท่านั้น

Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License