วาลซาคาร์ด

Valhawk

First appearance Super Robot Wars W
Designer Takayuki Yanase
Overall height 32.8 m
Weight 61.4 t
Powerplant plasma drive
Armaments

  • ray blade
  • heat edge
  • laser vulcan
  • beam shot launcher
  • plasma execution
  • shield

เดิมทีนั้น โทสต์ อาดิกัน ได้ค้นพบยานวาลสทอร์คบนดาวอังคารและใช้เป็นยานประกอบอาชีพเทรลเลอร์รวมถึงเป็นบ้านของครอบครัวก่อนจะสืบทอดให้ลูกชาย เบลสฟิลด์ อาดิกัน ผู้มีฉายาว่า ตาเหยี่ยว วาลสทอร์คนั้นแม้จะเป็นโบราณวัตถุและเป็นยานพลเรือนแต่ก็ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่ามนุษย์ในสมัยนั้นมากรวมถึงมีชิ้นส่วนที่ไม่เข้าใจการทำงานอยู่เต็มไปหมด เครื่องยนต์ของยานเป็นแบบโปรครอนไดรฟ์ทั้งที่ในตอนที่ค้นพบวาลสทอร์คนั้นยังนับว่าเป็นเทคโนโลยีขั้นทดลองเท่านั้น นอกจากเบลสซึ่งเป็นกัปตันแล้ว ลูกเรือวาลสทอร์คก็ประกอบด้วยโอเปอเรเตอร์ ชิโฮมิ อาดิกัน พี่สาวคนโต, พลปืน อาคาเนะ อาดิกัน พี่สาวคนรอง และ พลขับ โฮริส โฮไรอัน ซึ่งเดิมทีเป็นสายลับที่เข้ามาเก็บข้อมูลของวาลสทอร์คแต่เกิดผูกพันธ์กับครอบครัววาลสทอร์คขึ้นมา ซึ่งระบบของวาลสทอร์คนั้นจริงๆแล้วสามารถใช้คนเพียงสามคนก็บังคับได้ พลังในการต่อสู้ของวาลสทอร์คนั้นเทียบได้กับยานรบ โดยมีอาวุธเป็นยตอร์ปิโดอวกาศ ไมโครมิสไซล์นำวิถี บีมลันเชอร์แบบห้าลำกล้อง และดูออลโปรตอนแคนน่อนซึ่งเป็นหัวยาน

ในตอนที่โทสต์พบวาลสทอร์คนั้นภายในยังมีหุ่นยนต์แม่บ้าน กาเร็ต กับยาน วาลฮอว์ค ซึ่งสามารถแปลงร่างจากร่างยานที่เรียกว่า แอร์ฟอร์ซโหมด ไปเป็นแบบหุ่นยนต์รูปร่างเหมือนมนุษย์ที่เรียกว่า โคลสคอมแบทโหมด แม้ว่าองค์กรพัฒนาอวกาศจะจำแนกวาลฮอว์คไว้เป็นเครื่องจักรทำงานที่เรียกว่า มาชีนนารีเลเบอร์ แต่ก็นับว่ามีพลังในการต่อสู้สูงและมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ติดตั้งอาวุธไว้เป็นเลเซอร์วัลแคน ปืนบีมช็อตลันเชอร์ และ ดาบเรย์เบลด ที่เท้ายังมีมีดความร้อน ฮีทเอดจ์ ซึ่งในแอร์ฟอร์ซโหมดนั้นสามารถใช้แผ่ความร้อนออกมาหุ้มตัวบานแล้วพุ่งชนได้ส่วนในโคลสคอมแบทโหมดจะใช้เตะแทงเป้าหมาย เครื่องยนต์ของวาลฮอว์คเป็นเครื่องยนต์พลาสมาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งในโคลสคอมแบทโหมดนั้นสามารถดึงพลังงานพลาสมาออกมายิงโจมตี เรียกว่าพลาสม่าเอ็กซ์คิวชัน นักบินของวาลฮอว์คก็คือลูกชายคนเดียวของเบลส คาสึมะ อาดิกันโดยมีน้องสาว มิฮิโระ อาดิกันเป็นผู้ช่วย วาลสทอร์คยังสามารถยื่นดูออลโปรตอนแคนน่อนออกมาประกอบกับวาลฮอว์คให้รวมพลังงานเป็นโปรตอนแคนน่อนโฟกัสที่รุนแรงขึ้นได้

ในภายหลัง พวกคาสึมะก็ได้พบกับหุ่นยนต์ลึกลับ อาลุมอาร์คัส ของอาเรีย แอดวานซ์ ซึ่งใช้เครื่องยนต์พลาสมาที่มีกำลังสูงกว่าวาลฮอว์ครวมถึงมีสมรรถนะที่สามารถบินออกจากบรรยากาศโลกด้วยตนเองได้ อาลุมอาณ์คัสยังมีเทคโนโลยีพิเศษที่ใช้บังคับมิติซึ่งทำให้สามารถสร้างร่างแยกของตนเองมาช่วยต่อสู้ได้ อาวุธหลักของอาลุมอาร์คัสก็คือลูนากลาดิอุส ซึ่งสามารถสร้างวงแหวนแสง ลูเมนคิลคลุส เหวี่ยงออกไปโจมตีจากระยะห่างได้ ที่เอวและบ่าของอาลุมอาร์คัสนั้นมีบีมแคนน่อนติดไว้ซึ่งนอกจากใช้ระดมยิงแล้วยังสามารถรวมพลังงานด้วยลูนากลาดิอุสยิงออกไปเป็นลำแสงขนาดใหญ่ได้ ในตอนแรกนั้นอาเรียได้ช่วยพวกคาสึมะแต่ต่อมาก็กลายเป็นศัตรู ซึ่งในตอนที่คับขันนั้นเองจึงได้พบความลับอีกอย่างของวาลสทอร์คคือ แพทเทิร์นครอส ซึ่งวาลสทอร์คจะแปลงร่างเป็นแบบเป็นหุ่นยนต์ให้วาลฮอว์คเข้าไปและบังคับจากภายในตัวเหมือนเป็นเกราะเสริมขนาดใหญ่เรียกว่า วาลการ์ด ท่อขับดันหลักของวาลสทอร์คจะพับลงเป็นส่วนขาและหัวยานจะแยกออกเป็นส่วนแขนโดยบีมลันเชอร์จะเป็นมือทั้งสองข้าง วาลการ์ดนั้นสามารถใช้งานอาวุธทั้งหมดของวาลสทอร์คได้ตามปกติ โดยโปรตอนแคนน่อนนั้นจะยิงในระยะประชิดเป็นไม้ตาย โคลสโปรตอนบานิชเชอร์ ในสภาพที่เป็นวาลการ์ดนี้ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นยานแม่ได้อยู่

ในเหตุการณ์ แสงนักบุญวาเลนไทน์ ซึ่งวาลสทอร์คถูก สคิเอนเทีย โจมตีนั้น เบลสและคาสึมะได้หายสาปสูญไป ซึ่งเบลสนั้นถูกอวกาศที่บิดเบี้ยวจากการต่อสู้ส่งไปในอดีตเมื่อหนึ่งหมื่นห้าพันล้านปีก่อนและได้พบกับ เอส เผ่าทรงปัญญาแห่งอดีตกาล ซึ่งกำลังสร้างโปรแกรมมีชีวิต เดอะดาตาเบส ให้เป็นผู้เก็บรักษาความรู้ของอารยธรรมต่างๆหลังจากที่เอสสิ้นสูญไปแล้ว แต่เบลสซึ่งรู้ว่าเดอะดาตาเบสนั้นต่อมาจะกลายเป็นภัยคุกคามของอารยธรรมต่างๆก็ได้ช่วยเอาพัฒนาเดอะดาตาเบส โดยสมาชิกส่วนใหญ่ของเดอะดาตาเบสนั้นก็ใช้ครอบครัวอาดิกันเป็นต้นแบบ แต่เบลสได้แอบเตรียมแอนติโปรแกรมไว้เป็นมาตรการรับมือเดอะดาตาเบสที่กลายเป็นผู้ทำลายอารยธรรมเสียเองในอนาคต ซึ่งก็รวมถึงวาลฮอว์คและวาลสทอร์คซึ่งได้ตั้งโปรแกรมให้ไปนอกกาแล็กซี่ก่อนจะกลับมาให้โทสต์ค้นพบ ด้านครอบครัววาลสทอร์คที่เหลือก็ยังคงทำงานเป็นเทรลเลอร์เหมือนเดิม โดยชิโฮมิเป็นกัปตันแทนเบลสและมิฮิโระเป็นนักบินของวาลฮอว์คคนเดียวจนกระทั่งคาสึมะได้กลับมาและเป็นนักบินหลักของวาลฮอว์คตามเดิม

แอนติโปรแกรมของเดอะดาตาเบสนั้นนอกจากวาลกาณืดแล้วยังมีอาลุมอารืคัสของอาเรียซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยรบของเดอะดาตาเบส และ อาลุมสโทรา ยานแม่ของเดอะดาตาเบสซึ่งมีอพลิแคนท์ที่มีต้นแบบจากเบลสเองเป็นกัปตัน โดยมีเรกิวเลทซึ่งเป็น AI ที่ใช้ต้นแบบจากยูมิที่เป็นแม่ของพวกคาสึมะเป็นผู้ช่วย อาลุมสโทรานั้นใช้เครื่องยนต์โปรตอนเหมือนวาลสทอร์ค มีอาวุธหลักเป็นพลังงานแบบสาดกระจาย หัวยานสามารถแผ่บีมออกมาได้ อาลุมสโทรายังสามารถใช้โปรแกรมกับความสามารถควบคุมมิติสร้าง อาลุมอาร์คัสซอมเนียม ซึ่งเป้นตัวเลียนแบบของอาลุมอาร์คัสออกมาช่วยสกัดการเคลื่อนไหวของเป้าหมายได้ วาลฮอว์คนั้นในที่สุดก็ถูกเดอะดาตาเบสจับได้และวาลสทอร์คก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่เรกิวเลทซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานนั้นเริ่มรู้สึกว่าการทำงานของเดอะดาตาเบสผิดเพี้ยนไปแล้วจึงได้ช่วยพวกคาสึมะหนีโดยพาอาลุมสโทรากับอาลุมอาร์คัสและอาเรียไปด้วย แต่อพลิแคนท์ก็ได้ใช้ อาลุมสโทราฟินิส ซึ่งเป็นรุ่นผลิตจำนวนมากไล่ตามไปและโจมตีทั้งหมด แต่การที่เรกิวเลทยืนยันได้ว่าตนเป็นคอร์โปรแกรมสุดท้ายของเดอะดาตาเบสที่ยังทำงานตามปกติ ทำให้กาเร็ตสามารถปลดล็อกความลับสุดท้าย แพทเทิร์นไฟนอล ได้ ทำให้อาลุมสโทราแปลงสภาพเป็นเกราะเสริมของวาลการ์ด กลายเป็น วาลซาคาร์ด

วาลซาคาร์ดนั้นมีความสูงถึง 212.7 เมตร เครื่องยนต์โปรตอนทั้งสองเชื่อมต่อกันเป็นโปรตอนโนวาไดรฟ์ซึ่งมีกำลังเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก ส่วนอาลุมอาคัสนั้นจะใช้ความสามารถควบคุมมิติขยายร่างขึ้นและแปลงร่างเป็นอาวุธของวาลซาคาร์ด โดยมีสองรูปแบบคือ เบรคเกอร์โหมด ซึ่งเป็นดาบผ่ามิติ ดิเมนชันเบรคเกอร์ กับ"ไฟนอลโหมด" ซึ่งเป็นโล่กับธนู เอ็กซาโนวา เนื่องจากรวมร่างนั้นวาลสทอร์คได้รับความเสียหายหนักมากจนระบบอาวุธใช้การแทบไม่ได้ซึ่งเรกิวเลทได้ให้ระบบฟื้นสภาพของอาลุมสโมลาซ่อมแซมและรักษาสภาพไว้ วาลซาคาร์ดจึงไม่สามารถแยกร่างออกมาได้อีก และนอกจากอาลุมอาร์คัสแล้วก็มีอ่วุธเพียงปืนไฮโปรตรอนสแมชเชอร์ที่ลำตัวเท่านั้น ด้านเดอะดาตาเบสนั้นนอกจากอาลุมสโทราฟินิสกับอาลุมอาร์คัสฟินิสซึ่งเป็นรุ่นผลิตจำนวนมากที่ไม่มีระบบแปลงร่างแบบแอนติโปรแกรมแล้ว อพลิแคนท์ยังได้สร้าง วาลอาลุม ขึ้มาโดยตั้งใจใช้ต่อสู้กับวาลซาคาร์ดและใช้โปรตอนโนวาไดรฟ์เป็นแหล่งพลังงานเหมือนกัน วาลอาลุมจึงเน้นด้านการต่อสู้ด้วยกำลังแบบตัวต่อตัว ส่วนมือนั้นสามารถพับเป็นกรงเล็บแบบเท้านกได้ ที่ขาติดสเฟียเลเซอร์โฟกัสซึ่งเป็นเลเซอร์ที่สามารถเปลี่ยนทิศทางหลังจากที่ยิงไปแล้วได้ และในบูสเตอร์ไหล่นั้นก็มีสว่านรีโมตสำหรับปล่อยออกไปบังคับโจมตีจากระยะห่างเก็บไว้ เนื่องจากสร้างเป็นเครื่องเดียวแต่แรก วาลอาลุมจึงมีความทนทานสูงกว่าวาลซาคาร์ด

valguard.jpg

Valguard

Overall height 85.8 m
Powerplant proton drive
Armaments

  • space torpedo
  • guided micro missile
  • all-directional multi beam launcher

Special attack

  • Close Proton Banisher
valstork.jpg

Valstork

Overall length 185.5 m
Powerplant proton drive
Armaments

  • space torpedo
  • guided micro missile
  • all-directional multi beam launcher
  • dual proton cannon
Unless otherwise stated, the content of this page is licensed under Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 License