
XBV-821m-A Bal b Cista
First appearance Cyber Troopers Virtual On: Force
Designer Hajime Katoki
Armaments
- AVS arm shot
- ring laser
เดิมทีนั้น บริษัท DN ได้ค้นพบชิ้นส่วนเครื่องจักรที่คาดว่าเป็นส่วนหัวของหุ่นยนต์แบบมนุษย์ขนาดมหึมาซึ่งใช้เทคโนโลยีในระดับที่เหนือกว่ามนุษย์อย่างมากภายในซากโบราณมูนเกตบนดวงจันทร์ และได้ตั้งชื่อให้ว่า บัลบัสบาว (BBB) ยูนิต ตามสัญญาณที่ตอบสนองกลับมา บริษัท DN นั้นได้พยายามศึกษาบัลยัสบาวและคืนสภาพให้อีกครั้ง แต่ในที่สุดก็ต้องล้มเลิกไปโดยที่ประสบความล้มเหลวและเกิดอุบัติเหตุจนสถานวิจัยหายสาปสูญไปในพื้นที่มิติที่เรียกว่าไซเบอร์อิมเมจินารีสเปซ แต่ข้อมูลที่ได้จากการพยายามฟื้นสภาพในบัลบัสบาวนั้นก็ทำให้บริษัท DN สามารถสร้างเครื่องกำเนิดพลังงาน V คอนเวอเตอร์ รวมถึงค้นพบกระบวนการรีเวิร์สคอนเวิร์ต ทำให้ประยุกต์มาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา VR ได้ แม้ว่าโครงการฟื้นฟูบัลบัสบาวจะยุติไปแล้ว แต่ก่อนปฏิบัติการมูนเกตนั้นก็ได้มีการติดตั้งส่วนลำตัวของ VR และใช้บัลบัสบาวยูนิตเป็นท่อนล่างตั้งแต่เอวลงมาและนำไปทดลองใช้งานโดยใช้รหัส XBV-13-t11 บัลบัสบาวจึงไม่มีขาแบบ VR ทั่วๆไปและเคลื่อนที่โดยการลอยตัว ส่วนแขนทั้งสองข้างของบัลบัสบาวนั้นเป็นปืนที่สามารถปล่อยออกไปจากตัวแล้วบังคับจากระยะห่างให้ยิงโจมตีเป้าหมายได้ ซึ่งต่อมานั้นได้เรียกว่า ERL (Ejectable Remote Launcher) โดยแขนซ้ายั้นเป็นเครื่องปล่อยทุ่นระเบิดลอยตัว ส่วนแขนขวาเป็นเลเซอร์รูปวงแหวนซึ่งใช้ป้องกันตัวได้ดี และในกรณีที่ต้องต่อสู้ในระยะประชิดก็จะสามารถกางกรงเล็บบีมออกมาได้ ขณะที่ปล่อยแขนออกไปจากตัวก็สามารถเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีเป็นเลเซอร์กำลังสูงหรือปืนกลได้ แต่เนื่องจากระบบปฏิบัติการ MSBS นั้นยังใช้บังคับบัลบัสบาวยูนิตได้ไม่เต็มที่ สมรรถนะรวมถึงอัตราการตอบสนองของบัลบัสบาวจึงนับว่าต่ำกว่า VR เครื่องอื่นๆ กรงเล็บบีมจากเครื่องปล่อยทุ่นระเบิดที่แขนซ้ายยังทำงานขัดข้องจนกลายเป็นเหมือนเครื่องพ่นไฟแทน การจะใช้งานปืนที่ปล่อยออกไปจากตัวยังนับว่าบังคับยากและขณะที่ปล่อยปืนออกไปก็จะไม่สามารถใช้ป้องกันตัวในระยะประชิดได้ด้วยเช่นกัน การใช้งานบัลบัสบาวจึงนับว่ายากกว่า VR รุ่นที่หนึ่งเครื่องอื่นๆมาก
หลังปฏิบัติการมูนเกต แพลนท์ 8 เฟลชรีโฟ ก็ได้พัฒนารูปแบบของบัลบัสบาวต่อมาเป็น VR รุ่นที่สองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการพัฒนา MSBS ให้ดียิ่งขึ้นเป็นหลัก รูปแบบมาตรฐานของบัลซีรีส์รุ่นที่สองนั้นเป็น XBV-819-tr บัลบาดอส ซึ่งมีขาสองข้างเหมือน VR ปกติแล้ว และในส่วนขานี้ก็ใช้เก็บ ERL เพิ่มอีกสองอัน ซึ่งการบังคับ ERL นั้นนอกจากจะใช้ปล่อยออกไปโจมตีจากระยะห่างแบบบัลบัสบาวแล้วยังสามารถปล่อยทิ้งไว้เหมือนกับดักอัตโนมัติขณะที่บัลบาดอสย้ายไปโจมตีจากตำแหน่งอื่นได้ แขนข้างที่เป็นเครื่องปล่อยทุ่นระเบิดนั้นแก้ไขให้ใช้แผ่พลังงานออกมาเหมือนดาบในระยะประชิดซึ่งใช้ตอบโต้ศัตรูได้รวดเร็วกว่ากรงเล็บบีมของแขนขวา การใช้งาน ERL ทั้งสี่ประสานกันนั้นทำให้สามารถใช้การโจมตีรูปแบบต่างๆได้มากมายจนนับได้ว่ามีขีดจำกัดที่เหนือกว่า VR เครื่องอื่นๆมาก แต่แม้ว่าสมรรถนะของบัลบาดอสจะอยู่ในระดับพื้นฐานของ VR รุ่นที่สองแล้ว นักบินที่จะใช้งาน ERL ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จำเป็นจะต้องมีฝีมืออย่างมาก ในขณะที่พลังในการต่อสู้แบบปกติก็นับว่าต่ำกว่า VR รุ่นที่สองโดยทั่วไปด้วยเช่นกัน บัลบาดอสยังคงมีจุดอ่อนที่ไม่สามารถป้องกันตัวในระยะประชิดได้หากปล่อย ERL แขนออกไปทั้งสองข้าง และขณะที่ควบคุมการทำงานของ ERL ทั้งสี่นั้นก็มีช่องว่างจากที่นักบินต้องจดจ่อกับการบังคับ ERL บัลบาดอสนั้นยังสามารถเปลี่ยนท่อนล่างได้ตามสภาพแวดล้อมของปฏิบัติการ โดยเมื่อใช้งานในน้ำก็จะเปลี่ยนเป็นแบบเรือดำน้ำ เรีกยว่า XBV-819-tm บัลบารอส และเมื่อใช้งานในไซเบอร์อิมเมจินารีสเปซก็จะเปลี่ยนเป็นแบบยาน XBV-819-ts บัลเครอส โดยทั้งสองแบบนั้นก็ใช้เก็บ ERL ไว้แบบส่วนขาของบัลบาดอสด้วยเช่นกัน
เมื่อเริ่มสงครามดาวอังคาร เฟลชรีโฟก็ใช้บัลซีรีส์พัฒนา VR รุ่นที่สามด้วยตนเอง โดยเครื่องต้นแบบเครื่องแรกนั้นก็คือ XBV-821m-N บัลดิเมโอรา ซึ่งใช้ท่อนล่างแบบบูสเตอร์ที่พัฒนาให้ไม่ได้รับผลกระทบจากมาร์สคริสตัลทำให้มีความเร็วสูงแต่ยังไม่ได้ติดตั้งอาวุธ จนกระทั่งรุ่นที่สองคือ XBV-821m-A บัลบาซิสตา ที่กลับมาใช้ส่วนขาแบบบัลบาดอสและสามารถใช้งาน ERL ได้จึงได้ตัดสินใจใช้เป็นอาวุธมาตรฐานตามเดิม เฟลชรีโฟนั้นได้แก้ไขรูปแบบของบัลบาซิสตาให้เหมาะกับการใช้งานบนดาวอังคารยิ่งกว่าเดิม รวมถึงออกแบบใหม่โดยใช้โครงสร้างที่บอบบางแบบผู้หญิงเพื่อให้คล่องตัวยิ่งขึ้นเป็น XBV-821f-C บัลมิลันดา แต่ก็ประสบปัญหามากมายและไม่สามารถใช้งานจริงได้ จนกระทั่งเฟลชรีโฟได้ยอมร่วมมือกับอแด็กซ์ และพัฒนา XBV-821f-E บัลเซริมโซ ซึ่งใช้ลำตัวแบบผู้หญิงตามที่ตั้งใจไว้กับท่อนล่างแบบขาสี่ข้างซึ่งมีความทนทานสูงและยังรับแรงกระแทกจากการลงพื้นได้ดี ทำให้เป็นบัลซีรีส์รุ่นที่สามรุ่นแรกที่สามารถใช้งานได้จริง และเฟลชรีโฟก็ได้ใช้ข้อมูลของบัลเซริมโซกลับไปปรับปรุงเครื่องที่พัฒนาก่อนหน้าให้ใช้งานได้รวมถึงติดตั้งอาวุธให้บัลดีเมโอรา รวมถึงออกแบบ XBV-821f-S บัลเมรีโน ที่ใช้ท่อนล่างแบบยูสเตอร์กับลำคัวแบบผู้หญิง กับ XBV-821m-F บัลบาทิกลา ซึ่งใช้ตำตัวแบบผู้ชายกับท่อนล่างแบบขาสี่ข้าง บัลรุ่นที่สามที่ใช้ท่อนล่างแบบบูสเตอร์นั้นใช้แขน ERL แบบริงเลเซอร์กับทุ่นระเบิด โฟลทเซล ซึ่งเป็นรูปแบบดั้งเดิมของบัลซีรีส์ แต่บัลอีกสองแบบนั้นได้เปลี่ยนแขนข้างหนึ่งเป็นปืน AVS อาร์มช็อตที่ยิงได้รวดเร็วกว่า บัลสองเครื่องยังสามารถประสานการโจมตีด้วย ERL ร่วมกันได้ทำให้รูปแบบการโจมตีหลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้นอีก